Final Fantasy XV – บัลลังก์ที่ถูกฝากฝัน
เนื้อหาครอบคลุม: พื้นหลังของลูซิส, บทนำจาก Kingsglaive, ความสัมพันธ์ Noctis กับ Regis และ Lunafreya, การเดินทางเริ่มต้น
เสียงระฆังโบราณจากพระราชวังกลางกรุงอินซอมเนียดังกังวานทั่วมหานครในเช้าหนึ่งที่ดูเหมือนสงบ แต่แฝงความระส่ำไว้ใต้พื้นดินของศตวรรษแห่งความขัดแย้ง…
ลูซิส คืออาณาจักรสุดท้ายที่ยังคงพลังแห่งคริสตัล—a relic from the gods—พลังลี้ลับที่หล่อเลี้ยงแผ่นดินนี้มาตั้งแต่สมัยโบราณ พลังอันศักดิ์สิทธิ์นั้นได้รับการถ่ายทอดผ่านสายเลือดของราชวงศ์ คาเอลัม ซึ่งสืบทอดกันรุ่นสู่รุ่น และผู้ครอบครองบัลลังก์ในปัจจุบันคือ กษัตริย์เรจิส ลูซิส คาเอลัม CXIII ชายผู้แบกรับหน้าที่ทั้งในฐานะราชาและพ่ออย่างแสนหนักหนา
แผ่นดินรอบลูซิสตกอยู่ใต้การควบคุมของจักรวรรดิ นิฟล์ไฮม์ ที่มีความทะเยอทะยานจะครอบครองโลกทั้งหมด เทคโนโลยีแมกิเทคและกองทัพอาวุธชีวภาพ “เดมอน” ทำให้จักรวรรดินี้แข็งแกร่งจนเหลือเชื่อ และหลังสงครามยาวนานหลายสิบปี ลูซิสก็ถูกต้อนจนเหลือเพียงเมืองหลวงอินซอมเนียที่ยังยืนหยัดภายใต้เกราะเวทของราชา
ในเงามืดของกำแพงเมืองและเสียงสรรเสริญพระราชา กลับมีข้าราชการ ทหาร และประชาชนมากมายที่ไม่รู้ว่า ความสงบที่พวกเขามีอยู่นั้นคือคำสัญญาที่ถูกแลกด้วยน้ำตาและเลือดของเหล่า คิงส์เกลฟ—หน่วยรบพิเศษที่ได้รับพลังบางส่วนจากราชา เพื่อปกป้องลูซิสแทนพระองค์
หนึ่งในนั้นคือ นิกซ์ อูลริค ชายหนุ่มที่มีฝีมือโดดเด่น และเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ยอมสละทั้งชีวิตเพื่อคำว่า “บ้านเกิด” แต่ไม่ใช่เขาเท่านั้นที่ต้องต่อสู้กับโชคชะตา…
ณ อีกฟากหนึ่งของราชวัง เจ้าชายหนุ่มวัย 20 ปี น็อกทิส ลูซิส คาเอลัม กำลังเตรียมตัวเดินทางออกจากเมือง ตามคำสั่งของราชา เพื่อไปแต่งงานกับหญิงสาวผู้เป็นเจ้าหญิงจากเทเนบร้า… เธอคือ ลูน่าเฟรย่า น็อกซ์ ฟลอเร็ต เพื่อนในวัยเยาว์ และผู้ถือครองพลังของ Oracle ผู้เชื่อมโลกมนุษย์กับเทพเจ้า
การแต่งงานครั้งนี้มิใช่เพื่อความรัก หากคือการเมือง — สนธิสัญญาเพื่อยุติสงคราม
ทว่ากษัตริย์เรจิสรู้ดี ว่านี่ไม่ใช่เพียงพิธี แต่คือเส้นทางสุดท้ายที่เขาจะได้ “ฝากลูกชาย” ไว้กับชะตากรรมแห่งคริสตัล
“ข้า…ฝากลูกไว้กับพวกเจ้าแล้ว”
เสียงของพระราชายังคงดังก้องอยู่ในหัวของผู้ติดตามทั้งสามที่ยืนเงียบอยู่เบื้องหน้าเขา—
กลาดิโอลัส, อิกนิส, และ พรอมป์โต สามสหายผู้กลายมาเป็นเพื่อนร่วมทางของเจ้าชาย และเป็นรากฐานสำคัญในตำนานของเขา
รถเปิดประทุน Regalia ออกตัวช้า ๆ บนถนนนอกอินซอมเนีย… เจ้าชายหนุ่มผู้เกิดมาพร้อมโชคชะนาอันหนักอึ้ง ยังคงไม่รู้ว่า วันข้างหน้า เขาจะไม่ได้กลับมาในฐานะเจ้าชายอีกต่อไป…
ขณะที่น็อกทิสเริ่มต้นการเดินทาง ทหารคิงส์เกลฟในอินซอมเนียเริ่มระแคะระคายถึงบางสิ่งผิดปกติ —
การเจรจาระหว่างลูซิสกับนิฟล์ไฮม์ที่ควรเป็นการเซ็นสัญญาสันติ กลับแฝงการลอบโจมตีอันโหดเหี้ยม…
นิกซ์ และคิงส์เกลฟอีกหลายคนเริ่มค้นพบแผนการทรยศของจักรวรรดิ ขณะเดียวกัน เรจิส—แม้จะรู้แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยง—ต้องยอมตายเพื่อคุ้มครองคริสตัล และฝากความหวังสุดท้ายไว้กับลูกชายผู้กำลังเดินทางอยู่ไกลออกไป…
อินซอมเนียพังพินาศ กษัตริย์เรจิสสิ้นพระชนม์
คริสตัลถูกยึด
ลูน่าถูกแยกจากโลกมนุษย์
และเจ้าชาย…กลายเป็นผู้หลบหนี
ในช่วงเวลาเดียวกัน น็อกทิสหยุดรถที่สถานีเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เพื่อโทรหาพระราชา—แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ “ข่าวการล่มสลายของอาณาจักร” และ “ความตายของพ่อ”
เสียงฝีเท้าเงียบไปทั่วลานสถานี
โลกของเจ้าชายแตกสลายลงชั่วขณะ
เขามิได้เป็นผู้สืบราชบัลลังก์อีกต่อไป แต่คือชายคนหนึ่ง ที่ต้องเริ่มต้นค้นหาคำตอบ—
ว่าทำไมคริสตัลจึงสำคัญ
ว่าทำไมเทพเจ้าถึงเงียบงัน
และว่าทำไม…โชคชะตาของเขา ถูกผูกไว้กับการเสียสละ
เสียงพากย์หญิง (ลูน่า – จดหมายในอดีต)
“หากเจ้ารู้สึกโดดเดี่ยว… ขอให้เจ้าจำไว้ว่า แสงนั้นไม่เคยดับลงจากใจของเจ้า
ข้าเชื่อในตัวเจ้าเสมอ”
ทางที่ไร้บ้านกลับ
แสงแดดยามบ่ายทอดยาวเหนือผืนถนนที่ไร้สิ้นสุด ขณะ Regalia จอดนิ่งข้างทาง ท่ามกลางความเงียบงันรอบตัว
Noctis ยืนนิ่ง มือถือในมือแน่นเสียจนปลายนิ้วสั่น คำพูดจากข่าวที่เพิ่งได้รับยังคงดังก้องในหัวเขา—
“พระราชาสิ้นพระชนม์”
“อินซอมเนีย… ถูกทำลายแล้ว”
“ราชวงศ์ลูซิส ล่มสลาย”
ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีคำชี้แจง มีเพียงเสียงลมหายใจของตัวเขาเองที่ดังก้องในความว่างเปล่า
Gladiolus เดินเข้ามาหาเขา สีหน้าเคร่งเครียดแต่นิ่งเฉียบ ชายหนุ่มผู้รับหน้าที่เป็นโล่ของเจ้าชายไม่พูดอะไร เพียงแค่วางมือลงบนบ่าของ Noctis
Ignis ที่ตามมาไม่ห่าง ยังคงเก็บอารมณ์ไว้ใต้กรอบแว่น แต่แววตาของเขาแฝงคำถามนับร้อย
ขณะที่ Prompto—คนที่มักจะร่าเริงที่สุดในหมู่พวกเขา—ถึงกับเงียบงัน
การเดินทางที่ควรเป็น “พิธีแต่งงาน” เพื่อสันติภาพ กลับกลายเป็นการระเห็จออกจากเมืองหลวงในวินาทีสุดท้าย และเมื่อรู้ว่าทุกอย่างที่เคยเป็นบ้านได้หายไป…เส้นทางข้างหน้านี้ก็ไร้จุดหมายโดยสิ้นเชิง
“เราจะทำยังไงต่อดี?”
คำถามที่ Prompto พึมพำเหมือนพูดกับตัวเอง ถูกกลืนไปในสายลม แต่ทุกคนได้ยิน และไม่มีใครตอบได้
Noctis เหลือบมองไปยังฟากฟ้า
สิ่งที่เขารู้แน่ชัดในตอนนี้คือ—เขาคือเจ้าชายไร้บัลลังก์ คือคนที่ถูกโลกตัดขาด
และต่อจากนี้…ไม่มีใครจะปกป้องเขาอีกแล้ว นอกจากพวกเขาสามคน และตัวเขาเอง
พวกเขาขับ Regalia มุ่งหน้าไปยังเมือง Hammerhead ดินแดนกลางทะเลทรายที่ดูไม่ต่างจากหมู่บ้านเล็ก ๆ แต่เต็มไปด้วยเทคโนโลยียานยนต์ขั้นสูง ณ ที่นั่นพวกเขาได้พบกับ ซิด โซฟิเออร์ ช่างเครื่องมือเก๋าผู้เคยร่วมต่อสู้กับพระราชาเรจิส และ ซินดี้ หลานสาวของเขาผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องยนต์ไม่แพ้กัน
Sid ไม่พูดอะไรมาก แต่สายตาเขายืนยันทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอินซอมเนียว่าเป็นเรื่องจริง—
ไม่ใช่ข่าวปลอม
ไม่ใช่ข่าวลือ
ไม่ใช่ฝันร้าย
เขาไม่ได้บอก Noctis ให้เข้มแข็ง ไม่ได้ปลอบใจด้วยคำพูดสวยหรู
แต่เพียงแค่พูดว่า
“ถึงเวลาทำให้สิ่งที่แกพกอยู่มีความหมายแล้วล่ะ เจ้าชาย”
จาก Hammerhead พวกเขาจึงตัดสินใจออกเดินทาง—จากเส้นทางที่ไม่รู้จะไปไหน กลายเป็นการไล่ล่า “คำตอบ”
และจุดหมายใหม่ที่ชัดเจนคือ “การพบกับลูน่า”
น็อกทิสยังไม่รู้ชะตากรรมของเธอ
ยังไม่รู้ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
แต่เขาต้องเชื่อ…เพราะเธอคือจุดยึดเดียวที่เหลืออยู่
ตลอดทาง พวกเขาได้พบผู้คน
ชาวบ้านที่ไร้ที่พึ่ง
เมืองที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพนิฟล์ไฮม์
ภารกิจเล็ก ๆ ที่พวกเขาช่วยเหลือ
กลายเป็นสิ่งที่ค่อย ๆ หล่อหลอม “เจ้าชาย” ให้กลายเป็น “ราชา” อย่างช้า ๆ
ระหว่างทาง พวกเขาพบกับอีกหนึ่งบุรุษลึกลับ—Ardyn Izunia
ชายสวมหมวกปีกกว้าง รอยยิ้มลึกลับ และวาจาเจื้อยแจ้วที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าเขาคือมิตรหรือศัตรู
Ardyn เสนอความช่วยเหลือแก่ Noctis และคอยปรากฏตัวในที่ต่าง ๆ อย่างเหนือความคาดหมาย
เขาดูเหมือนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเจ้าชาย
รู้แม้กระทั่งว่า “ลูน่าเฟรย่า” กำลังเดินทางไปเพื่อปลุกเทพเจ้าให้ตื่นจากการหลับใหล
และว่าทุกย่างก้าวของน็อกทิส กำลังนำเขาเข้าใกล้ “ภารกิจสุดท้าย” ของสายเลือดคาเอลัมทีละน้อย
แต่ Noctis ยังไม่เข้าใจ
เขาแค่รู้ว่า สิ่งที่เขาต้องทำต่อไปคือ—เดินหน้า
ค่ำคืนหนึ่งใต้ฟ้าที่เต็มไปด้วยดาว
ทั้งสี่คนนั่งรอบกองไฟ
Gladio กำลังย่างเนื้อ
Ignis จัดการเตรียมอาหาร
Prompto เปิดเพลงเบา ๆ จากมือถือ
และ Noctis—เงียบ
ไม่ใช่ความเงียบที่เศร้า
แต่คือความเงียบที่เปลี่ยนแปลง
จากเจ้าชายที่เคยโวยวายกับโชคชะตา
เขากำลังเติบโตโดยไม่รู้ตัว
นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนจาก “การหลบหนี” เป็น “การเดินหน้า”
จาก “เด็กหนุ่ม” เป็น “ว่าที่ราชา”
และจาก “การสูญเสีย” เป็น “การตามหาแสงสุดท้ายของโลก”
เทพเจ้า, โชคชะตา, และแสงที่ริบหรี่
รถยนต์ Regalia เคลื่อนตัวผ่านทุ่งหญ้าสีทองของ Leide ต่อไปสู่ภูเขาและเส้นทางที่เต็มไปด้วยบททดสอบ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง สงครามทั่วโลกเริ่มทวีความรุนแรง จักรวรรดิเริ่มควบคุมเมืองต่าง ๆ อย่างก้าวกระโดด แต่ในความโกลาหลนั้น กลับมีข่าวลือเกี่ยวกับหญิงสาวที่สามารถพูดกับเทพเจ้าได้—Oracle แห่ง Tenebrae, ลูน่าเฟรย่า ผู้อยู่เบื้องหลังการเดินทางของ Noctis โดยที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน เธอเดินทางไปทั่วโลกเพื่อตื่นเทพเจ้า และเตรียมเส้นทางให้กับ Noctis โดยไม่มีผู้คุ้มกัน ไม่มีอำนาจทางการทหาร มีเพียงสัญญาในหัวใจและความกล้าหาญอันมั่นคง
ในขณะที่ลูน่าทำหน้าที่ของ Oracle ด้วยการปลุกเทพแห่งธาตุต่าง ๆ จากการหลับใหล—เพื่อให้พลังของพวกเขาถูกผูกกับราชาผู้ถูกเลือก—Noctis เองก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวเขา ทุกครั้งที่เข้าใกล้พลังของเหล่าเทพ อาการปวดศีรษะรุนแรงก็ตามมา เหมือนบางสิ่งภายในกำลังถูกผลักให้เปิดออก เหมือนพลังอันยิ่งใหญ่ที่เขาไม่เข้าใจเลยว่าจะรับมันไหวหรือไม่ แต่ Ignis, Gladio และ Prompto ยังคงอยู่เคียงข้างเขาเสมอ แม้แต่ในวันที่ไม่มีคำตอบ ไม่มีแผน ไม่มีสิ่งใดแน่นอน
การเดินทางพาเขาไปพบกับ “The Disc of Cauthess” ที่ซึ่งเทพแห่งไฟ Titan หลับใหลอยู่ใต้พื้นพิภพ ขณะที่ลูน่าถวายน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อปลุกเขา Noctis และเพื่อน ๆ ก็ถูกจับในความสั่นสะเทือนของโลกที่เหมือนจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ เมื่อ Titan ตื่นขึ้น เขาไม่ได้รอคอยให้ใครมาเกลี้ยกล่อม เขาลุกขึ้นพร้อมเสียงคำรามและแรงดึงดูดมหาศาลเพื่อทดสอบผู้ที่กล้าจะรับพลังของเทพ ท่ามกลางหินถล่ม ลาวาเดือด และแรงกระแทนที่แทบจะทำให้ Regalia พังทลาย Noctis พุ่งเข้าหาศูนย์กลางของแรงกดดัน ขณะที่ Gladiolusตะโกนด่าว่าเขาเป็นแค่คนที่ยังไม่โตพอจะเป็นราชา แล้วก็ยังคงวิ่งเข้าไปช่วย
สิ่งที่ Titan ต้องการไม่ใช่คำขอร้อง แต่คือความกล้าเผชิญหน้า Noctis ไม่ถอย แม้แทบล้มทั้งยืน และในที่สุด Titan ก็ยื่นพลังของเขาให้ พร้อมรอยแผลที่แสดงให้เห็นว่าเทพเจ้าก็รู้จักคำว่าความเจ็บปวดเช่นกัน
เมื่อเทพเจ้าองค์แรกตื่นขึ้น Noctis จึงเข้าใจเป็นครั้งแรกว่า เส้นทางของเขานั้นไม่ใช่แค่การเป็นกษัตริย์ที่ได้รับคริสตัล หากแต่คือผู้ที่ต้อง “แบกรับภาระของเทพทั้งหก” ไว้บนบ่า เพื่อเตรียมการเผชิญหน้าครั้งสุดท้ายกับภัยมืดที่กำลังก่อตัวขึ้นในเงามืด และภัยนั้น…คือสิ่งที่ไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไร
จากจุดนั้น Noctis เปลี่ยนไป เขาเริ่มฟังมากกว่าพูด เขาเริ่มมองเพื่อนร่วมทางด้วยสายตาที่ต่างออกไป เขาเริ่มวางแผนโดยไม่รอใครสั่ง แต่ความเปลี่ยนแปลงนั้น…ก็มาพร้อมกับแรงกดดันที่ทับซ้อนอยู่ภายใน เขาเริ่มฝันถึงห้องสีขาว ฝันเห็นดาบของบรรพกษัตริย์ที่ล้อมรอบเขาไว้เหมือนดวงวิญญาณที่กำลังรอคอยการตัดสิน และในฝันนั้น เขาเห็นร่างของ Regis พ่อผู้จากไป ยืนอยู่กับร่างของชายคนหนึ่งที่มองไม่ชัด แต่แววตานั้น…เหมือนรู้จักเขามานานเหลือเกิน
ในโลกแห่งความจริง Ardyn กลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง เขาแสดงตนเหมือนเป็นผู้ช่วยเหลือ แต่พูดด้วยน้ำเสียงคล้ายคนที่กำลังเล่นเกมอยู่ตลอดเวลา เขานำทาง Noctis ไปยังเมือง Altissia เมืองแห่งน้ำที่เป็นบ้านของเทพเจ้าองค์ต่อไป—Leviathan และที่นั่นเอง พิธีกรรมครั้งใหญ่ของลูน่าจะเกิดขึ้น การปลุกเทพเจ้าองค์นี้ ต้องอาศัยพลังจากทั้ง Oracle และราชาผู้ถูกเลือก
การเดินทางไป Altissia เต็มไปด้วยความเงียบงันที่ปะปนความเครียด Noctis กับ Gladiolus มีปากเสียงกันกลางเรือ เพราะ Gladio รู้สึกว่า Noctis ไม่ได้จริงจังกับหน้าที่ของตน เขาโกรธที่เจ้าชายยังคงหม่นหมอง จมอยู่กับความสูญเสีย ในขณะที่โลกทั้งใบกำลังรอให้เขายืนขึ้นสวมมงกุฎราชา Noctis ไม่ตอบโต้ แต่ดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยบาดแผลที่ยังไม่หายดี
และเมื่อเรือจอดที่ Altissia เขาก็พบว่า ที่นั่นคือเวทีของโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต—เหตุการณ์ที่เปลี่ยนทุกอย่างตลอดกาล
เสียงของเทพเจ้า และดอกไม้ที่ร่วงหล่น
เมือง Altissia แห่ง Accordo งามงดดั่งภาพวาด อาคารสูงเรียงรายริมคลองใสสะอาด เรือเล็กแล่นผ่านลำคลองที่คดเคี้ยวเหมือนเส้นเลือดของเมือง ราวกับว่าที่นี่ถูกตัดขาดจากไฟสงครามของโลกภายนอก แต่เบื้องหลังความงามนั้นคือการเตรียมพร้อมสำหรับพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนหลายคนรอคอย—พิธีการปลุกเทพธิดา Leviathan ขึ้นจากทะเลลึก และประกาศว่า Oracle ผู้ได้รับพรจากเทพ จะปลุกพลังของผู้ถูกเลือกให้สืบทอดชะตากรรมในการนำแสงกลับคืนสู่โลกอีกครั้ง
Noctis มาถึง Altissia พร้อมกับความตึงเครียดที่ไม่สามารถพูดออกมาได้ กลาดิโอเดินข้างเขาด้วยท่าทางมั่นคง อิกนิสเดินนำด้วยข้อมูลที่เตรียมมาอย่างดี และพรอมพ์โตแม้จะพยายามทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย แต่แววตาเขาก็เต็มไปด้วยความกังวล ทั้งสี่คนเข้าใจดีว่านี่ไม่ใช่แค่ “ภารกิจ” แต่มันคือการทดสอบจากชะตาฟ้า
กลางเวทีน้ำขนาดมหึมาของเมือง บันไดทอดยาวสู่แท่นพิธีแห่ง Oracle กำลังถูกตกแต่งด้วยผ้าสีขาวและกลีบดอกไม้ที่ถูกโปรยจากระเบียงสูง แสงแดดส่องสะท้อนผิวน้ำสร้างเงาแห่งความหวัง ขณะที่ผู้คนทั้งเมืองเริ่มหลั่งไหลมารวมตัวเพื่อชมพิธี ซึ่งตามธรรมเนียมแล้ว การปรากฏตัวของเทพเจ้า Leviathan ไม่เคยเกิดขึ้นโดยไร้การทดสอบ และผู้ที่เรียกเธอให้ตื่นต้องเป็นผู้แบกรับผลของความกล้าหาญนั้น
ลูน่าปรากฏตัวด้วยชุดขาวบริสุทธิ์ เธอเดินอย่างมั่นคงบนบันไดยาวโดยไม่สนสายตาของใคร รอยแผลจากการเดินทางปรากฏบนผิวหนังบางเบา แต่เธอไม่เคยสะทกสะท้าน ในมือของเธอคือคทาแห่ง Oracle ที่เคยส่งผ่านมาหลายชั่วอายุคน และในดวงตาของเธอคือความเชื่ออันแน่วแน่ว่า Noctis คือผู้ที่ควรได้รับพลังจากเทพเจ้า
แต่ทันทีที่พิธีเริ่มต้น จักรวรรดินิฟล์ไฮม์ก็แสดงความทรยศต่อโลกอีกครั้ง พวกเขาใช้ Leviathan เป็นเหยื่อล่อเพื่อจับกุม Oracle และโจมตี Altissia ด้วยกองทัพแมกิเทคขนาดใหญ่ เสียงระเบิดดังสะเทือนทั่วเมือง สะพานหินหักพัง เรือคว่ำกลางคลอง และประชาชนตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ ทว่าในความโกลาหลนั้น ลูน่ายังคงยืนหยัด เธอยกคทาขึ้นเหนือศีรษะ ประกาศขอพรจากเทพเจ้า Leviathan ให้มอบพลังแก่ Noctis ผู้ถูกเลือกในการนำแสงกลับสู่โลก ก่อนจะพุ่งตัวลงสู่ผิวน้ำ
Leviathan ตื่นขึ้นจากการหลับใหลนับพันปี มหาสมุทรแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยง กระแสน้ำหมุนวนรุนแรงจนซัดบ้านเรือนพังเป็นชิ้น ๆ เธอไม่ใช่เทพผู้ใจดี แต่คือเทพผู้โกรธเคืองโลกที่ลืมสัจธรรม Leviathan มองลูน่าอย่างไม่ไว้ใจ และทันใดนั้นก็กวาดหางโจมตีเธออย่างรุนแรง ร่างของ Oracle ถูกเหวี่ยงลงกลางน้ำ แต่เธอยังไม่หยุด เธอลุกขึ้นอีกครั้ง ยื่นคทาขึ้นเหนือหัว และตะโกนเรียกชื่อของ Noctis แม้จะไม่มีเสียงใดได้ยินแล้ว
Noctis เห็นร่างของเธอลอยอยู่กลางคลื่น เขาพยายามฝ่ากระแสน้ำ ฝ่าเปลวไฟและเศษซาก เพื่อไปหาเธอ ทุกฝีก้าวคือการทดสอบจากเทพเจ้า แต่เขาไม่ยอมถอย ในขณะที่ Leviathan พุ่งเข้าหาเขาด้วยพลังมหาศาล เขากลับยืนขึ้นและชูดาบแห่งราชาอันเก่าแก่สู้กลับ ดาบของบรรพกษัตริย์ที่รวมพลังของบรรพชนทั้งหลายเรืองแสงท่ามกลางพายุ คลื่นกระแทกร่างเขาไปหลายครั้งแต่เขายังคงยืนหยัด ไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งได้อีกต่อไป
สุดท้ายเมื่อ Leviathan เห็นความกล้าหาญ ความเสียสละ และความศรัทธาที่บริสุทธิ์ เทพธิดาก็ยอมจำนน เธอยื่นพลังของเธอให้ Noctis ก่อนจะหายไปใต้พื้นน้ำอย่างเงียบงัน แต่แล้ว ความสงบที่ควรจะตามมา กลับไม่มีวันมาถึง เพราะในวินาทีถัดมา ร่างของลูน่าที่บาดเจ็บสาหัสถูก Ardyn ย่ำยีต่อหน้า Noctis เขาปรากฏตัวในม่านหมอกด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน พลันแทงคทาแห่ง Oracle ใส่เธอซ้ำ ก่อนจะกระซิบบางสิ่งใส่หูเธออย่างแผ่วเบา
“เจ้าอยากให้เขาได้เป็นราชาใช่ไหม? งั้นก็จงตายเสียเถิด Oracle แห่งแสง”
Noctis วิ่งเข้าไปหาเธอทันเวลาเพียงเพื่อเห็นลมหายใจสุดท้ายของหญิงสาวผู้แบกรับทุกอย่างโดยไม่เคยปริปากบ่น เธอยื่นมือไปแตะมือของเขาอย่างอ่อนแรง และยิ้ม…ยิ้มที่ทำให้โลกทั้งใบเงียบงัน
ไม่มีคำสั่ง ไม่มีคำอำลา มีเพียงสายตาคู่นั้นที่บอกทุกอย่างที่เธออยากให้เขารู้ และเธอก็จากไป ท่ามกลางน้ำตาและเสียงกรีดร้องของผู้คนที่ไม่อาจรับรู้ถึงความสำคัญของการเสียสละนี้
โลกของ Noctis พังลงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาไม่ล้ม เขาเพียงเงียบ เงียบอย่างสง่างามและเจ็บปวด เขาแบกคทาของ Oracle ไว้ในมือข้างหนึ่ง และแบกแสงสุดท้ายที่เธอมอบให้ไว้ในใจอีกข้างหนึ่ง
ในตอนจบของวันนั้น Altissia เหลือเพียงซากปรักหักพัง ประชาชนไร้ที่อยู่ น้ำเน่าท่วมถนน แต่ที่กลางเวทีพิธี…ร่างของลูน่านอนแน่นิ่งเหมือนเจ้าหญิงที่หลับใหล โดยมีชายหนุ่มผู้ถูกเลือกนั่งเคียงข้างไม่ยอมลุกไปไหน
และในเงามืดของเมืองที่จมอยู่ในเปลวไฟ Ardyn ยังคงหัวเราะเบา ๆ อย่างบ้าคลั่ง เขาเดินหายเข้าไปในม่านหมอกอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงคำถามว่า…เขาเป็นใครกันแน่ และเหตุใดจึงรู้จักทุกเส้นทางของ Noctis อย่างลึกซึ้ง
โลกเปลี่ยนไปอีกครั้ง…แต่ Noctis ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว
ไฟที่มืดดับ และตาที่มองไม่เห็น
หลังเหตุการณ์ในอัลทิสเซีย ร่างของลูน่าได้รับการอัญเชิญไปประกอบพิธีอย่างเงียบงัน ไม่มีราชวงศ์ ไม่มีมงกุฎ ไม่มีเสียงแตร มีเพียงน้ำตาของคนทั้งโลกที่มองไม่เห็นสิ่งที่เธอทำเพื่อพวกเขา Noctis นั่งนิ่งอยู่ริมหน้าต่างของโรงพยาบาลชั่วคราว สายตาเขาจ้องไปยังขอบฟ้าที่หม่นหมองยิ่งกว่าทุกวันที่ผ่านมา ไม่มีใครเข้าใกล้เขาได้ในช่วงเวลานั้น ไม่ใช่เพราะเขาโกรธ แต่เพราะเขาไม่มีอะไรจะพูดออกมาอีกแล้ว เขารู้สึกเหมือนส่วนหนึ่งของวิญญาณถูกฉีกออกไปโดยไม่มีวันคืนกลับ ความฝันของการได้พบเธออีกครั้งถูกตัดจบอย่างโหดร้าย และคำถามก็ยังคงก้องอยู่ในหัวเขาว่า “ทำไมเธอต้องตายก่อนที่เราจะได้ใช้ชีวิตด้วยกันจริง ๆ สักครั้ง?”
แต่ในขณะที่ Noctisยังจมอยู่กับการสูญเสีย อิกนิส กลับได้รับผลที่ร้ายแรงยิ่งกว่า ในระหว่างการต่อสู้กับ Leviathan เขาพยายามใช้พลังของตนเพื่อปกป้อง Noctis และลูน่า แต่การเผชิญหน้ากับเทพเจ้าโดยตรงทำให้เขา…สูญเสียการมองเห็น
เมื่อ Noctis รู้ข่าว เขารีบเข้าไปหาอิกนิสที่ยังไม่เอ่ยปากบ่นอะไรเลยแม้แต่คำเดียว ชายหนุ่มที่เคยเดินนำทางเขาเสมอ บัดนี้นั่งนิ่งอยู่ในความมืด แต่ไม่เคยร้องขอความสงสาร ไม่เคยถามว่า “ทำไมต้องเป็นเขา” เขากลับเพียงพูดว่า “ข้าแค่ทำในสิ่งที่ต้องทำ” นั่นคือสิ่งที่สั่นสะเทือนจิตใจของ Noctis ยิ่งกว่าเสียงดาบหรือระเบิดใด ๆ เพราะเขาเข้าใจในตอนนั้นเอง ว่าทุกคนที่อยู่รอบตัวเขา ต่างเสียสละบางอย่างเพื่อให้เขายังยืนอยู่ตรงนี้ และมันถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องเปลี่ยนจากคนที่ถูกปกป้อง เป็นคนที่ปกป้องผู้อื่นได้บ้าง
การเดินทางดำเนินต่อโดยมีอิกนิสที่มองไม่เห็นแต่ยังคงร่วมทางด้วยอย่างไม่ลดละ กลาดิโอที่ยังคงเข้มงวดกับ Noctis เพื่อผลักให้เขาโตขึ้น และพรอมพ์โตที่เริ่มเงียบลงกว่าที่เคยเป็น เขาเริ่มเห็นโลกในอีกมุมหนึ่ง ไม่ใช่แค่แสง แต่คือความมืดที่แทรกอยู่ในหัวใจของพวกเขาทั้งหมด
ระหว่างทาง พวกเขาเดินทางสู่เมือง Gralea ดินแดนศูนย์กลางของจักรวรรดิ นิฟล์ไฮม์—เป้าหมายสุดท้ายของคริสตัล และต้นทางของทุกแผนการอันชั่วร้าย เส้นทางที่นำไปสู่ที่นั่นถูกขีดไว้ล่วงหน้าโดยลูน่า และแม้เธอจะไม่อยู่แล้ว Noctis ก็ยังต้องเดินตาม เพราะคริสตัลที่อยู่ในดินแดนนั้น คือพลังสุดท้ายที่เขาจำเป็นต้องรับไว้เพื่อจะเป็นราชา
แต่ขณะที่พวกเขาเดินทางด้วยรถไฟข้ามทวีป เหตุการณ์แปลกประหลาดก็เริ่มเกิดขึ้น พายุไฟฟ้าแผ่กระจายทั่วฟ้า ดินสั่นสะเทือนโดยไม่มีเหตุผล และผู้คนเริ่มล้มป่วยด้วยโรคประหลาดที่ไม่มีใครรักษาได้ “Plasmodium”—เชื้อแห่งความมืดจากเดมอน เริ่มกระจายจากศูนย์กลางจักรวรรดิ และไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นผู้ปล่อยมันออกมา หรือว่ามันถูกควบคุมโดยใคร
ในค่ำคืนหนึ่ง ขณะทั้งสี่หลับอยู่ในรถไฟ พรอมพ์โตถูกแยกออกไปโดย Ardyn เขาถูกหลอกล่อให้คิดว่า Noctis ไม่ไว้ใจเขา และถูกผลักลงจากรถไฟโดยไม่ทันตั้งตัว Noctis ตื่นขึ้นมาโดยไม่มีเวลาแม้แต่จะร่ำลาเพื่อน และเขารู้สึกได้ทันทีว่าตนเองกำลังสูญเสียอีกคนหนึ่งไป—คราวนี้ เขาสาบานว่าจะไม่ยอมให้ใครหายไปอีกแล้ว
เขาโกรธ เสียใจ และเต็มไปด้วยความสับสน แต่เมื่อเขาเงยหน้าขึ้น เขากลับเห็น…รอยยิ้มของ Ardyn ยืนอยู่ท่ามกลางความมืด พร้อมเสียงหัวเราะที่เหมือนจะแดกดันชะตาชีวิตของทุกคนไปเสียหมด
“ในที่สุด เจ้าเริ่มเข้าใจแล้วใช่ไหม Noctis ว่าความเจ็บปวดที่แท้จริง มันไม่ได้มาจากการตาย แต่มาจากการยังมีชีวิตอยู่ต่อไป”
คำพูดนั้นไม่ใช่แค่การเยาะเย้ย แต่มันคือมีดที่แทงใจของ Noctis ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะมันคือความจริง
และในวินาทีนั้นเอง แสงสุดท้ายจากฟากฟ้าถูกกลืนหายไป… โลกเริ่มเข้าสู่ “คืนที่ไร้จุดจบ” ดาวทุกดวงหายไปจากท้องฟ้า กลางวันไม่มีอีกต่อไป เหลือเพียงค่ำคืนที่ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไหร่จะจบลง
Noctis เงียบ ไม่พูด ไม่ร้องไห้ ไม่โวยวาย เขาเพียงแต่นั่งลงใต้ฟ้าที่ไร้แสง และกำดาบในมือไว้แน่น ราวกับว่าเขากำลังจะเริ่มยอมรับว่า—ผู้ที่จะกอบกู้โลกนี้ ไม่สามารถมีหัวใจที่อ่อนแอได้อีกต่อไป
ราชาผู้ถูกเลือก และเงาแห่งอดีต
รถไฟที่ไร้เพื่อนร่วมทางเคลื่อนเข้าสู่ดินแดนเยือกแข็ง ท่ามกลางรัตติกาลที่ไม่สิ้นสุด ขบวนรถทอดยาวไปบนรางเหล็กเหนือผาหิมะ หน้าต่างทุกบานมืดหม่นราวกับเป็นสุสานเคลื่อนที่ Noctis นั่งอยู่ในตู้โดยสารเพียงลำพัง ข้างกายไร้เงา Ignis ไร้เงา Gladio และพรอมพ์โตที่ถูกพรากไปก็ไม่มีวี่แววกลับมา ความเงียบกัดกินจิตใจของชายหนุ่มที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเจ้าชาย เขาจ้องมองออกไปในความมืดของภูเขา หิมะโปรยปรายลงบนผืนฟ้าไร้ดวงดาว ไม่มีแม้แต่ลมหายใจของเพื่อนข้างตัว เสียงลมหวนที่ลอดผ่านรางเหล็ก คือสิ่งเดียวที่ย้ำเตือนเขาว่าเขายังมีชีวิตอยู่
เมื่อขบวนรถถึงสถานีสุดท้ายในจักรวรรดินิฟล์ไฮม์ Noctis ก้าวลงเพียงลำพัง สถานีที่ควรจะเต็มไปด้วยทหาร กลับเงียบงันไร้ผู้คน เมืองที่เคยรุ่งเรืองทางเทคโนโลยีเต็มไปด้วยแสงนีออนและเสียงเครื่องจักร บัดนี้กลายเป็นเมืองร้างที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกและเสียงคำรามเบา ๆ ของสิ่งมีชีวิตบางอย่างในเงามืด Noctis ค่อย ๆ เดินเข้าไปในศูนย์วิจัยของจักรวรรดิซึ่งเคยเป็นแหล่งผลิตอาวุธชีวภาพและเดมอน เขาได้พบเอกสารที่เปิดเผยความลับอันน่าสะพรึง
จักรวรรดิไม่ได้แค่ใช้เดมอนเป็นอาวุธ…พวกเขาสร้างมันขึ้นมา พวกเขานำเอาผู้คนมาแปลงร่างด้วยพลังแห่งดวงจันทร์ที่บิดเบี้ยว มนุษย์ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสิ่งไร้สติ สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นทหาร กลับกลายเป็นสัตว์ประหลาดในยามค่ำคืน และที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือ เอกสารฉบับหนึ่งระบุชื่อของผู้ทดลองคนสุดท้าย—Prompto Argentum
หัวใจของ Noctis แทบหยุดเต้น เขารีบตามร่องรอยเข้าสู่ห้องขังลึกใต้ดิน ประตูเหล็กเปิดออกด้วยเสียงครางของเครื่องกล และในความมืด เขาเห็นชายหนุ่มคุกเข่าอยู่กลางห้องร้าง—มันคือพรอมพ์โต เพื่อนที่เขาคิดว่าอาจจะตายไปแล้ว แต่ดวงตาของพรอมพ์โตเต็มไปด้วยน้ำตา “เรารู้แล้วว่าเราไม่ใช่คนธรรมดา เราไม่ใช่คนของลูซิส เราเกิดจากที่นี่…ในห้องทดลองนี้” พรอมพ์โตพูดโดยไม่เงยหน้า เขาไม่กล้ามอง Noctis ในดวงตา เขารู้ตัวแล้วว่าเขาคือหนึ่งในแบบทดลองของจักรวรรดิ ถูกส่งไปลูซิสโดยไม่รู้ว่าตนคือผลงานของศัตรู
แต่ Noctis กลับเดินเข้าไปกอดเขาเงียบ ๆ ไม่มีคำตำหนิ ไม่มีความสงสัย มีเพียงเสียงแผ่วเบา “เจ้าเป็นเพื่อนของข้า ตั้งแต่วันแรก… และเจ้าจะเป็นเพื่อนของข้าจนถึงวันสุดท้าย” คำพูดนั้นไม่ใช่คำปลอบโยน แต่คือคำสัตย์จริงที่ไม่มีอะไรสามารถลบได้ มิตรภาพที่ผ่านสงคราม ความตาย และความมืด ยิ่งมั่นคงยิ่งกว่ากำแพงใด ๆ
ทั้งสองออกเดินทางจากห้องทดลอง พร้อมกลับมารวมกลุ่มกับ Ignis และ Gladio ที่กำลังตามมาสมทบ พวกเขาพบกันอีกครั้งในใจกลางเมือง Gralea ท่ามกลางบรรยากาศเย็นเยียบ หิมะขาวคลุมทุกตารางนิ้วของเมืองที่ไร้แสงเทียน ไม่เหลือแม้แต่เงาของอารยธรรม
Noctis เห็นตึกสีดำขนาดมหึมาตั้งอยู่กลางเมือง มันคือ Zegnautus Keep—ป้อมปราการของจักรพรรดิ สถานที่เก็บคริสตัล และสถานที่ที่โชคชะตารอคอยให้เขาเดินเข้าไป เขาไม่ลังเล ทุกคนรู้ว่าไม่มีใครจะกลับออกมาเหมือนเดิม แต่นี่คือทางเดียวเพื่อคืนแสงให้กับโลก
ภายในป้อมปราการ พลังมืดครอบคลุมทุกสิ่ง ผนังสั่นสะเทือนจากเสียงกรีดร้องของเดมอนที่ถูกขังมานับพันปี บางตัวไม่เคยเห็นแสง แต่กลับรู้ว่าผู้ที่จะทำลายพวกมันกำลังมาใกล้ คริสตัลเรืองแสงสีทองท่ามกลางความมืดเหมือนดวงอาทิตย์ดวงสุดท้าย Noctis ก้าวเข้าไปหาโดยไม่ลังเล แต่เมื่อมือของเขาสัมผัสถึงแสงนั้น Ardyn ก็ปรากฏตัวอีกครั้ง
“เจ้าคงคิดว่านี่คือบทสรุปของเจ้าใช่ไหม?” Ardyn เดินเข้ามาช้า ๆ แววตาเปื้อนยิ้ม และน้ำเสียงเหมือนคนที่เบื่อกับการรอคำตอบ “เจ้ารู้ไหมว่าเหตุใดเทพเจ้าถึงเลือกเจ้า?” เขาไม่รอคำตอบ แต่พูดต่อด้วยความแค้นที่ซ่อนอยู่ “เพราะพวกเขาไม่อาจให้พลังนั้นกับข้า”
Ardyn คือบรรพกษัตริย์องค์แรก—ชายที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับพรจากเทพเจ้า แต่ถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ปนเปื้อน เพราะเขาดูดซับพลังความมืดจากเดมอนมานับศตวรรษเพื่อรักษาชีวิตผู้คน จนร่างกายและวิญญาณของเขาเต็มไปด้วยความมืด เทพเจ้าจึงหันหลังให้เขา ลบชื่อเขาออกจากประวัติศาสตร์ และเลือกสายเลือดใหม่—สายเลือดของ Regis และ Noctis
เขาไม่ได้ต้องการคริสตัล หรือบัลลังก์ เขาเพียงต้องการล้างแค้นสายเลือดที่เทพเจ้ารับเลือกแทนเขา และการแก้แค้นที่สมบูรณ์แบบที่สุด คือให้ Noctis ได้รับทุกสิ่ง…แล้วพรากทุกสิ่งนั้นไปต่อหน้าต่อตา
Noctis ไม่ตอบ เขาก้าวเข้าไปในคริสตัลด้วยความสงบ ภายในนั้น เขาไม่ได้พบความสว่าง… แต่พบ “นิทรา” แห่งกาลเวลา ห้วงแห่งการทดสอบที่จะปิดเขาไว้ในมิติลี้ลับ เพื่อสะสมพลังของกษัตริย์ทุกองค์ที่เคยมีมา
และเวลาภายนอกนั้น…ก็ผ่านไป สิบปี โดยไม่มีใครรู้ว่า Noctis ยังอยู่หรือไม่ ในขณะที่โลกทั้งใบ…จมอยู่ในความมืดตลอดกาล
ทศวรรษที่ไร้แสง และการกลับมาของราชาผู้เงียบงัน
สิบปีผ่านไปนับจากวันที่ Noctis หายไปในคริสตัล… โลกทั้งใบเข้าสู่ยุคแห่งรัตติกาลที่ไม่สิ้นสุด แสงอาทิตย์หายไปจากท้องฟ้า กลางวันกลายเป็นเพียงความทรงจำ ผู้คนใช้ชีวิตอยู่แต่ภายในเมืองที่มีไฟประดิษฐ์และบาเรียกันเดมอน ผู้กล้าเหลือเพียงหยิบมือ และผู้เสียสละก็ล้มตายลงเรื่อย ๆ โดยไม่มีใครสามารถแทนที่ได้
ภูมิประเทศแปรเปลี่ยน เมืองเล็ก ๆ พังทลาย หลายแห่งกลายเป็นที่รกร้าง เด็กที่เกิดในช่วงหลังเหตุการณ์นั้นไม่เคยเห็นแสงอาทิตย์ ไม่เคยรู้ว่าท้องฟ้ามีสีฟ้า คนส่วนใหญ่ไม่กล้าเดินทางไกลหลังพระอาทิตย์ตกเพราะเดมอนออกอาละวาดโดยไร้การควบคุม ความหวังกลายเป็นสิ่งที่หายากยิ่งกว่าคริสตัล
ณ หนึ่งในแคมป์เล็ก ๆ ที่ยังมีมนุษย์อาศัยอยู่ กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งนั่งล้อมกองไฟเล็ก ๆ พยายามปรุงอาหารด้วยทรัพยากรที่แทบไม่มี เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ แผ่วเบา ในขณะที่คนแก่เล่าเรื่องราวของ “เจ้าชาย Noctis” อย่างไม่รู้แน่ชัดว่าคือเรื่องจริงหรือเพียงตำนาน
ในความมืดนั้น ท่ามกลางลมหนาว… ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้กองไฟอย่างเงียบงัน เขาสวมเสื้อคลุมดำ ขนเคราขึ้นทั่วใบหน้า ผมยาวคล้ายคนที่ไม่เคยอยู่ในสังคมมานาน ทุกสายตามองเขาด้วยความระแวง แต่ไม่มีใครพูดอะไร
จนกระทั่ง เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีฟ้าสะท้อนประกายบางอย่างที่ผู้คนหลงลืมไปนานแล้ว มันคือ “แสง”
“…ราชา…เจ้าชาย?” หญิงคนหนึ่งพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว และวินาทีนั้นเอง บรรยากาศรอบกองไฟเปลี่ยนไปจากความกลัว…กลายเป็นความเงียบงันแห่งความศรัทธา
ชายผู้นั้นคือ Noctis Lucis Caelum ผู้กลับมาจากคริสตัล หลังผ่านการทดสอบของกษัตริย์ทุกองค์ และรับพลังทั้งหมดของราชวงศ์ไว้ในตัว ภายในห้วงแห่งนิทรา เขาไม่ได้ฝัน ไม่ได้พักผ่อน แต่แบกรับ และเข้าใจทุกหยดเลือด น้ำตา ความยุติธรรม ความผิดพลาด และคำสัญญาที่บรรพชนทิ้งไว้
เมื่อกลับมา เขาไม่ใช่เจ้าชายอีกต่อไป…แต่คือราชาผู้แบกรับแสงสุดท้ายของมนุษยชาติ
Noctis เดินทางกลับไปยังเมือง Hammerhead จุดเริ่มต้นของเรื่องราว เพื่อพบกับสหายทั้งสามคนอีกครั้ง พวกเขาเปลี่ยนไปในแบบที่เวลาเปลี่ยนทุกคน Gladio สูงใหญ่มากขึ้น ท่าทางกล้าแกร่งกว่าเดิมแต่ยังคงซื่อสัตย์ต่อคำสาบาน Ignis ยังคงมืดบอดแต่เฉียบคมในการตัดสินใจมากกว่าใคร และ Prompto โตขึ้น เงียบลง แต่ยังเก็บภาพถ่ายทุกช่วงชีวิตไว้เสมอ พวกเขาไม่ถาม Noctis ว่าอยู่ที่ไหน ไม่ซักว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะพวกเขารู้ดีว่า เขากลับมาแล้ว…และนั่นคือสิ่งเดียวที่สำคัญ
แต่ความสงบนี้อยู่ได้ไม่นาน เพราะ Noctis ประกาศสิ่งที่ไม่มีใครอยากได้ยิน—”ข้าจะไปยังพระราชวังอินซอมเนีย” สถานที่ที่ Ardyn รออยู่…เพื่อจบทุกสิ่ง
ไม่มีใครค้าน ไม่มีใครร้องไห้ ทั้งหมดรู้ว่า…นี่คือทางที่ไม่มีวันย้อนกลับ หาก Noctis ต้องทำภารกิจนี้เพียงลำพัง พวกเขาก็จะเดินไปส่งเขาให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไปได้
การเดินทางครั้งสุดท้ายเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง รถ Regalia รุ่นใหม่ที่ซิดและซินดี้ซ่อมขึ้นมาด้วยมือ เริ่มต้นวิ่งข้ามดินแดนที่ล่มสลาย เพื่อส่งราชาคนสุดท้ายไปยังบัลลังก์ของเขา
ระหว่างทาง Noctis พูดน้อยลง แต่กลับฟังมากขึ้น เขารับฟังเพื่อน ๆ เล่าเรื่องชีวิตที่ไม่มีเขาอยู่ด้วย ทั้งความสูญเสีย ความพยายาม ความรักที่ยังคงอยู่ และแม้จะไม่มีลูน่าแล้ว เขาก็ยังรับรู้ถึงการมีอยู่ของเธอผ่านสายลม ทุกย่างก้าวของเขายังเต็มไปด้วยคำอธิษฐานที่เธอทิ้งไว้
เมื่อพวกเขาเข้าใกล้เมืองอินซอมเนีย ท้องฟ้ามืดยิ่งกว่าที่เคย ไร้ดาว ไร้เสียงนก ราวกับทั้งจักรวาลหยุดนิ่งรอการตัดสิน ความเงียบงันของเมืองหลวงที่ถูกลืมแตกต่างจากความวุ่นวายที่เคยปกคลุมเมื่อสิบปีก่อน ทุกตึกถูกไฟไหม้และพังทลาย สะพานหินขาดสะบั้น แต่ปราสาทของราชวงศ์ยังคงตั้งตระหง่าน…เพราะที่นั่นคือเวทีของบทสุดท้าย
Noctis ก้าวขึ้นบันไดของราชวังช้า ๆ ดาบของกษัตริย์ทั้ง 13 เล่มเรียงรายอยู่รอบตัวเขา พร้อมสำหรับการ “บูชายัญแห่งราชา” เพื่อแลกกับพลังสุดท้ายในการสังหาร Ardyn โดยสมบูรณ์
ดาบเหล่านั้นไม่ใช่เพียงอาวุธ หากคือจิตวิญญาณของผู้ที่เคยสวมมงกุฎก่อนหน้า และ Noctis ต้องจ่ายด้วย “ชีวิต” เพื่อปลุกพวกมันทั้งหมด
ก่อนจะเข้าไป เขาหันกลับไปมองเพื่อนทั้งสามที่ยังคงยืนอยู่ตรงนั้น Noctis ยิ้มอย่างจริงใจครั้งสุดท้าย
“ขอบใจพวกเจ้านะ… ที่อยู่กับข้าจนถึงที่สุด”
ดาบสุดท้ายของราชา และแสงสุดท้ายของโลก
เสียงก้าวเท้าของ Noctis สะท้อนก้องในพระราชวังอินซอมเนีย วังที่เคยเป็นศูนย์กลางอาณาจักรผู้ครอบครองแสงสว่าง บัดนี้กลายเป็นซากหินแหลกที่ปกคลุมด้วยเงา แสงจากคบไฟที่ไม่รู้ว่าใครจุดวาบขึ้นทีละดวงในโถงวัง ยามเมื่อราชาผู้กลับมาค่อย ๆ เดินเข้าไปในใจกลางของโชคชะตา
เบื้องหน้าของเขาคือบัลลังก์ที่พังลงกึ่งหนึ่ง… และ Ardyn Izunia ผู้ยืนอยู่ด้วยรอยยิ้มที่ไม่เคยเปลี่ยน
“ข้ารอเจ้า…มากว่าพันปี” Ardyn กล่าวอย่างสงบ ไม่มีความเกรี้ยวกราด มีเพียงดวงตาที่เปื้อนน้ำตาของคนที่เคยถูกหักหลังโดยทั้งเทพเจ้า มนุษย์ และโลกทั้งใบ
“เจ้ารู้ไหม Noctis… ว่าเจ้าเป็นดั่งภาพสะท้อนของข้าในวันที่ข้ายังมีหัวใจ? เจ้าคือสิ่งที่ข้าเคยเป็น และข้าคือสิ่งที่เจ้าจะกลายเป็น หากเจ้าล้มเหลวในการเป็นราชา”
Noctis ไม่ตอบ เขาเดินต่อไปจนถึงกลางห้อง ราชาและเงาของอดีตราชาเผชิญหน้ากันกลางเงาและแสง เทพเจ้าทั้งหกไม่อาจช่วยใครในคืนนี้ และโลกก็เงียบงันรอเพียงคำตัดสิน
ศึกเริ่มต้นด้วยการพุ่งเข้าชนระหว่างสองเจตจำนง Ardyn โจมตีด้วยพลังของราชาทั้ง 13 ที่เขาเคยดูดกลืนไว้ในอดีต ดาบล่องหนฟาดผ่านอากาศ กลายเป็นเส้นแสงที่ฉีกโถงวังเป็นชิ้น ๆ ขณะที่ Noctis เรียกดาบของบรรพกษัตริย์ทั้งหมดเข้ามาป้องกันอย่างเฉียบคม
การต่อสู้ของทั้งสองไม่ใช่แค่การฟาดฟัน แต่มันคือการสั่นคลอนของความทรงจำ พลังของอดีต ปัจจุบัน และอนาคตปะทะกันเหมือนพายุ Ardyn หัวเราะท่ามกลางการพุ่งเข้าแทงและการหลบหลีก เขาดูไม่หวาดกลัวต่อความตาย ราวกับว่าการต่อสู้นี้…คือสิ่งที่เขารอคอยมาทั้งชีวิต
จนกระทั่ง… Noctis หยุดการโจมตี และพูดเพียงคำเดียว “ข้าพร้อมแล้ว”
วินาทีนั้นเอง เขาหันกลับไปที่บัลลังก์—ที่ซึ่งเขาจะสวมมงกุฎแห่งแสงครั้งสุดท้าย
เขาทรุดตัวลงนั่ง และปิดเปลือกตาลง เสียงกระซิบของเหล่ากษัตริย์ในอดีตดังก้องขึ้นในหัวเขาทีละเสียง ทีละคน ดาบทั้ง 13 เล่มลอยขึ้นช้า ๆ และหมุนวนรอบร่างของเขา แสงสีทองฉาบทับเงาแห่งโชคชะตา
เพื่อให้แสงกลับมา… เขาต้องยอมสละทุกอย่าง รวมถึงชีวิตของตนเอง
เหล่ากษัตริย์ในอดีต ราชา Regis พ่อของเขา รวมถึงลูน่าที่ปรากฏราวภาพฝันในห้วงแสงสุดท้าย ต่างปรากฏตัวขึ้นโดยไร้คำพูดใด ๆ มีเพียงการพยักหน้า…ยอมรับและยกย่อง
ดาบทั้ง 13 เล่มพุ่งเข้ากลางอกของ Noctis พร้อมกัน ไม่ใช่เพื่อฆ่าเขา…แต่เพื่อผนึกพลังแห่งราชาเข้าสู่กายวิญญาณของผู้ถูกเลือก
วิญญาณของ Noctis ล่องไปสู่ห้วงกาลนิรันดร์ ที่ซึ่งเขาพบ Ardyn อีกครั้ง ทั้งคู่ไร้ร่างกาย มีเพียงจิตใจเผชิญหน้ากัน
Ardyn โต้กลับด้วยความเกลียดชัง ความทรมาน และอดีตที่ไม่เคยได้รับการเยียวยา แต่ครั้งนี้… Noctis ไม่สู้ด้วยดาบอีกต่อไป
เขากล่าวเพียงว่า “เจ้าควรจะได้พัก…”
จากนั้นดาบของบรรพกษัตริย์ทั้ง 13 ก็ปรากฏรอบตัว Ardyn และฟาดฟันพร้อมกัน ไม่ใช่เพื่อลงโทษ แต่เพื่อปลดปล่อยเขาจากคำสาปนับพันปี
Ardyn หยุดขยับในที่สุด เขาหลับตาลงครั้งสุดท้ายในความสงบ…ที่เขาไม่เคยได้รับเลยตลอดชีวิต
และเมื่อวิญญาณของ Ardynสลายไป โลกก็เริ่มขยับอีกครั้ง แสงแรกของดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นจากขอบฟ้าภายหลังผ่านสิบปีของความมืด ผู้คนทั่วโลกมองขึ้นไปบนฟ้า น้ำตาไหลโดยไม่รู้สาเหตุ ไม่มีใครรู้ว่า Noctis ทำอะไร ไม่มีใครรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน…แต่ทุกคนรู้ว่าเขากำลังจากไปเพื่อพวกเขา
ในห้องโถงวังอินซอมเนีย ทั้งหมดเงียบสนิท มีเพียงบัลลังก์ที่ว่างเปล่า และสายลมเบา ๆ ที่พัดผ่าน…เหมือนเป็นลมหายใจสุดท้ายของราชาผู้ยอมสละทุกสิ่ง
เงียบงันในรุ่งอรุณ และความทรงจำที่ไม่หายไป
เมื่อดวงอาทิตย์กลับคืนสู่โลก… แสงแรกส่องผ่านเทือกเขา ทุ่งหญ้า และซากเมืองที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เหล่าเดมอนที่เคยกรีดร้องใต้รัตติกาลค่อย ๆ มอดดับราวกับเถ้าธุลีที่หมดฤทธิ์ ผู้คนก้าวออกจากกำแพงของเมืองครั้งแรกในรอบสิบปี เด็ก ๆ ที่ไม่เคยเห็นสีของท้องฟ้าได้ร้องไห้ออกมาเมื่อเห็นสีทองของรุ่งอรุณ ไม่ใช่เพราะมัน眩จ้าเกินไป… แต่เพราะมันงดงามเกินกว่าจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง
ข่าวของราชา Noctis แพร่กระจายไปทั่วโดยไม่มีคำแถลง ไม่มีงานพระศพ ไม่มีการประกาศใด ๆ มีเพียงเงาของเรื่องเล่าที่บอกต่อกันว่า โลกกลับมาสว่างได้เพราะชายคนหนึ่ง—ผู้ที่ไม่มีใครรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ไม่มีหลุมศพให้วางดอกไม้ ไม่มีรูปถ่ายบนกำแพงพระราชวัง แต่ชื่อของเขา…ยังคงอยู่ในทุกหัวใจ
Prompto ยังคงเดินทางไปทั่วโลก ถ่ายภาพสิ่งใหม่ ๆ ที่มนุษย์เริ่มสร้างขึ้นอีกครั้ง เขาเริ่มพิมพ์ภาพใส่สมุดเล่มเล็ก ๆ พร้อมข้อความใต้ภาพว่า “เพื่อราชาของเรา”
Gladio กลับไปอยู่กับครอบครัว ดูแลน้องสาว และฝึกนักรบรุ่นใหม่ แต่ในห้องลับหลังบ้านยังคงมีดาบเล่มหนึ่งแขวนไว้อย่างเงียบงัน เขาไม่เคยแตะมันอีกเลย
Ignis ยังคงมืดบอด แต่เขาได้ยินเสียงของผู้คน เสียงหัวเราะ เสียงน้ำ เสียงเด็กวิ่งในตลาด เขายิ้มทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเหล่านั้น เพราะมันทำให้เขารู้ว่า ความเงียบของ Noctis…ไม่ได้สูญเปล่า
Sid จากไปอย่างเงียบงันภายหลังศึกสงบ เขาทิ้งรถ Regalia รุ่นสุดท้ายไว้กับซินดี้ พร้อมข้อความสั้น ๆ ว่า “จอดไว้เถอะ… เขากลับมาแล้ว แต่โลกไม่ต้องให้เขาขับอีกแล้ว”
และซินดี้ก็ไม่ได้แตะรถคันนั้นอีกเลย เธอเพียงแค่ล้างฝุ่นออกในทุกเช้า และจอดมันไว้กลางลานใต้แสงอาทิตย์
ลูน่าไม่ได้กลับมา แต่เธอปรากฏอยู่ในความฝันของผู้คนทุกคนที่เชื่อใน “ความสงบโดยไม่ต้องการสงคราม” เธอคือราชินีที่ไม่เคยนั่งบนบัลลังก์ แต่กลับครองหัวใจของผู้คนทั้งโลก
ณ ทุ่งกว้างห่างไกล ไม่มีผู้คน ไม่มีเสียงรถ ไม่มีแม้แต่บ้านเรือน มีเพียงเนินหญ้าและต้นไม้เล็ก ๆ สองต้นที่ปลูกคู่กันไว้ โดยไม่มีป้ายชื่อ ไม่มีมงกุฎ ไม่มีศิลาหิน มีเพียงรอยแหว่งเล็ก ๆ ที่แสดงให้รู้ว่า ที่ตรงนั้น…มีใครบางคนเคยนั่งด้วยกันสองคน
และถ้าเงียบพอ บางคืนคุณอาจได้ยินเสียง Noctis และลูน่าพูดคุยกันแผ่วเบา เสียงหัวเราะของเธอ เสียงถอนหายใจของเขา เหมือนคนสองคนที่ในที่สุดก็ได้ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างที่ไม่เคยมีโอกาสมาก่อน
ไม่ใช่ในโลกนี้…แต่ในแสงที่ไม่ดับอีกต่อไป
สุดท้ายนี้…เรื่องราวของ Final Fantasy XV ไม่ได้จบที่ราชาตาย หรือแสงกลับมา
แต่มันจบตรงที่ทุกคน—ที่ยังอยู่—มีชีวิตอยู่ต่อไป พร้อมความทรงจำที่เขาและเธอฝากไว้กับโลก
เพราะแสง…ไม่เคยหายไป
มันแค่ถูกส่งต่อ
ราชาและราชินีที่ไม่เคยได้พบกันในชีวิตจริง
Noctis และ Lunafreya ไม่ใช่คู่รักที่เติบโตมาด้วยกัน ไม่ได้ผ่านช่วงวัยรุ่นแบบคนทั่วไป พวกเขาไม่ได้มีความทรงจำร่วมในสวนดอกไม้ หรือภาพถ่ายคู่ริมแม่น้ำ ไม่มีแม้กระทั่งเสียงหัวเราะที่บันทึกไว้ในกล้องเก่า ๆ สิ่งที่พวกเขามี…คือ “จดหมาย”
ในวัยเด็ก Noctis ได้พบ Luna ในช่วงเวลาสั้น ๆ เมื่อเธอมาเยือนอินซอมเนียพร้อมราชินี Sylva แห่ง Tenebrae เขาเป็นเด็กชายที่ป่วย อ่อนแอ และมีความเศร้าเงียบ ๆ ในแววตา ส่วนเธอคือเด็กหญิงที่สงบ ฉลาด และมีสายตาที่เหมือนรู้จักความทุกข์ยากตั้งแต่อายุยังน้อย
การพบกันครั้งนั้นแม้สั้น…แต่มันได้เชื่อมดวงวิญญาณของทั้งสองไว้กับกันและกันโดยไม่ต้องมีคำสัญญาใหญ่โต
เมื่อเกิดสงครามและลูน่าต้องกลับไปยังอาณาจักรของตน การสื่อสารเดียวที่เชื่อมพวกเขาไว้คือจดหมายในกล่องไม้เล็ก ๆ ข้อความที่เขียนด้วยลายมือธรรมดาแต่แฝงด้วยพลังแห่งกำลังใจ
“ข้าเชื่อในเจ้า” คือคำที่ลูน่าเขียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยปลายปากกา
และ Noctis เก็บจดหมายนั้นไว้ใต้หมอนเสมอ แม้จะไม่เคยตอบจดหมายเลยสักครั้ง
สิ่งที่งดงามคือ—เธอไม่ต้องการคำตอบ
สิ่งที่สำคัญคือการ “ให้” โดยไม่หวัง “รับกลับ”
เธอเป็นดั่งเสาเข็มของความมั่นคงในใจเขา แม้จะอยู่ห่างไกล เธอคอยทำหน้าที่ Oracle ด้วยร่างกายที่อ่อนล้า สวดภาวนา เรียกเทพ ปลุกพลัง แบกรับทุกอย่างเพื่อทำให้เส้นทางของ Noctis เบาลง แม้เธอจะรู้ว่า…ไม่มีทางได้อยู่เคียงข้างเขาในบั้นปลาย
Noctis เองก็ไม่เคยกล้าพูดว่าเขารักเธอออกมาอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้สึก…แต่เพราะเขา “รู้สึกมากเกินไป” จนไม่กล้าทำลายมันด้วยคำพูดใด ๆ
เขารู้ว่าเธอคือคนที่เขาอยากกลับไปหา แต่ในใจลึก ๆ เขาก็รู้ว่าโลกนี้อาจไม่ให้โอกาสนั้นกับเขาเลยตั้งแต่ต้น
ช่วงเวลาที่พวกเขาอยู่ด้วยกันใน Altissia มีเพียง “มือที่แตะกัน” ในน้ำที่กำลังโหมกระหน่ำ เสียงที่ไม่ได้พูดแต่ส่งผ่านสายตา “ข้ายังอยู่ตรงนี้” และสุดท้าย…ภาพของเธอที่ลอยห่างออกไปพร้อมแสงสีขาว
ความรักของพวกเขาไม่เคยได้สัมผัส ไม่เคยได้กอดจูบ ไม่มีงานแต่งงาน ไม่มีรูปถ่ายร่วม ไม่มี “อนาคตร่วมกัน”
แต่มันงดงามกว่าเพราะสิ่งที่มีคือ “ความศรัทธา”
Noctis แบกความรักนั้นไว้จนลมหายใจสุดท้ายของเขา และในโลกหลังความตาย—ภาพที่แฟนเกมทุกคนไม่มีวันลืม—เขานั่งเคียงข้างเธอบนบัลลังก์ในห้องมืด ไม่มีเสียง ไม่มีแสง มีเพียงมือของเขาที่จับมือของเธอไว้อย่างเงียบงัน
และครั้งนี้…พวกเขาไม่จำเป็นต้องเขียนจดหมายถึงกันอีกแล้ว
แสงที่มองไม่เห็น กับเพื่อนผู้ไม่เคยหลงทาง
หาก Noctis คือผู้ถูกเลือกเพื่อสืบทอดคริสตัล
Ignis Scientia คือผู้ถูกเลือกจากชะตา…ให้เป็นดวงตาของราชา
เขาไม่ใช่นักดาบ ไม่ใช่โล่ ไม่ใช่ผู้หยอกล้อให้หัวเราะ
แต่คือ “สมอง” และ “สติ” ที่อยู่ข้างกายเจ้าชายมาตลอดชีวิต
Ignis ไม่ได้ถูกส่งมาเพื่อเป็นแค่ข้าราชบริพาร เขาเติบโตมาเพื่อเป็น “ผู้นำทาง”
ตั้งแต่ Noctis ยังอายุไม่ถึงสิบปี เขาก็ได้รับหน้าที่จากกษัตริย์ Regis ให้ดูแลเจ้าชายเหมือนพี่ชายคนหนึ่ง—และเขาทำหน้าที่นั้นด้วยความสงบ ละเมียด และมั่นคงอย่างไม่มีใครเทียบ
ในทุกเช้า Ignis เป็นคนปลุก Noctis
ในทุกแคมป์ เขาเป็นคนทำอาหาร
ในทุกการตัดสินใจ เขาเป็นคนคอยเตือนว่า “อย่าด่วนเกินไป” หรือ “คิดใหม่อีกครั้งเถอะ”
เขาไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้เห็น
แม้ในวันที่พวกเขาสูญเสียลูน่า
แม้ในวันที่ Altissia ถูกทำลาย
แม้ในวันที่เขาสูญเสีย…สายตาของตัวเอง
Noctis รู้สึกผิดมากที่สุดในชีวิตครั้งหนึ่ง ไม่ใช่วันที่อินซอมเนียพัง ไม่ใช่ตอนพรอมพ์โตถูกพรากไป
แต่คือวันที่เขาเห็น Ignis ยืนพิงไม้เท้าอยู่ในเงามืด หันหน้ามาทางเสียงของเขา…แต่ไม่ได้มองเห็นเขาอีกต่อไป
เขาอยากพูดคำขอโทษ อยากพูดอะไรสักอย่าง
แต่ Ignis ก็เพียงพูดเบา ๆ ว่า
“ถ้าโลกจะมืดลงเพื่อให้เจ้าเห็นทาง… ข้าก็ยินดีอยู่ในความมืดนั้น”
มันคือประโยคที่ Noctis จำได้ตลอดชีวิต
หลังจากนั้น… แม้เขามองไม่เห็น Ignis ก็ยังทำอาหารให้ทุกคน เขาจำเสียงเท้าของเพื่อนได้หมด จำจังหวะเสียงลมที่พัดผ่านเนินเขา จนสามารถชี้ทางได้ดีกว่าคนมีตา เขายังฟังทุกการตัดสินใจของ Noctis…แล้วพูดเพียงเท่าที่ควร เขาไม่เคยขัด แต่เขาก็ไม่เคยปล่อยให้ราชาเดินผิดทาง
ในท้ายที่สุด เขาคือคนเดียวที่รู้ทันว่า Noctis กำลังจะไปตายในการบูชายัญของราชา
เขาเดินไปส่ง Noctis ถึงหน้าบัลลังก์ในพระราชวังอินซอมเนีย เขาไม่เห็นสิ่งใดเลย แต่เขารู้ว่า Noctis หันกลับมามองเขาอยู่
“ข้า…อยากให้เจ้ามองเห็นข้าเป็นครั้งสุดท้าย” Noctis เอ่ยเสียงเงียบ
Ignis ยิ้มเล็ก ๆ พร้อมพูดอย่างแผ่วเบา “ข้าไม่ต้องมอง…ข้าจำแววตาของเจ้าได้แล้ว ตั้งแต่วันแรกที่เจ้าเกิดมา”
ไม่มีอ้อมกอด ไม่มีคำร่ำลา ไม่มีเสียงร้องไห้
แต่ในห้วงเวลาเงียบงันนั้น ทุกอย่างที่ Noctis จำเป็นต้องรู้ เขาก็รู้แล้ว
Ignis ไม่ใช่ผู้มองเห็นเส้นทาง
แต่เขาคือ “แสง” ที่ยังคงอยู่…แม้เมื่อแสงทุกดวงดับลง
โล่แห่งราชา กับเงาของความเข้มแข็งที่ใครก็ไม่เห็น
Gladiolus Amicitia คือชายผู้แบกร่างใหญ่ยิ่งกว่าคนทั่วไป เสียงพูดดังกว่าใคร และยืนอยู่ด้านหน้าทุกครั้งที่อันตรายเข้ามา เขาไม่ใช่ผู้วางแผน ไม่ใช่คนละเอียด ไม่ใช่ผู้เข้าใจอารมณ์ซับซ้อน แต่เขาคือ “โล่” ของ Noctis—ทั้งในความหมายตรงตัว และในความหมายที่ลึกที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะเป็นได้
กลาดิโอไม่เคยใช้คำพูดสวยหรูกับ Noctis
เขาไม่เคยปลอบใจอย่างนุ่มนวล ไม่เคยอ้อมค้อม
แต่ทุกครั้งที่ Noctis สับสน เขาอยู่ตรงนั้น
ทุกครั้งที่ Noctis ล้มลง…เขายื่นมือให้
ทุกครั้งที่ Noctis หันหลังให้โชคชะตา…เขาเป็นคนแรกที่เดินไปลากเขากลับมา
และเพราะแบบนั้น…ในหลายครั้ง Noctis เข้าใจผิดว่า Gladio ไม่เข้าใจเขา
แต่ความจริงคือ…ไม่มีใครเข้าใจ Noctis ได้เท่าคนที่ “เดินนำอยู่หนึ่งก้าว แต่ไม่เคยทิ้งเขาไว้ข้างหลังเลยแม้แต่ครั้งเดียว”
หลังจากเหตุการณ์ Altissia Noctis ทรุดลงกับความตายของลูน่า กลาดิโอระเบิดความโกรธออกมา ไม่ใช่เพราะเขาเกลียด Noctis แต่เพราะเขารู้ว่า โลกนี้ไม่มีเวลาพอให้เจ้าชายจมอยู่กับความเสียใจ
“ถ้าเจ้ายังไม่พร้อมเป็นราชา… ใครบ้างจะอยู่รอด?”
นั่นคือคำพูดที่ทำให้ Noctis สะอึกที่สุดในชีวิต เพราะมันคือความจริงที่เขาไม่กล้าเผชิญ
Gladio ไม่ได้มอง Noctis เป็นเจ้านายตั้งแต่ต้น
เขามอง Noctis เป็น “น้องชาย” ที่ต้องเติบโต และถ้าโลกนี้จะมีคนหนึ่งที่ทำให้ Noctis กลายเป็นราชาโดยไม่ยอมแพ้ก่อนถึงวันสุดท้าย—Gladio คือคนนั้น
เขายอมรับว่าเขาไม่ใช่คนที่รู้ใจ Noctis เหมือน Ignis ไม่สามารถหัวเราะและร้องไห้ไปกับเขาเหมือนพรอมพ์โต เขาไม่เคยพูดถึง “ลูน่า” ด้วยคำหวาน เขาไม่เคยพูดคำว่า “ข้าอยู่ตรงนี้เพื่อเจ้า” ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
แต่ในทุกศึก…คนที่ยืนอยู่หน้าสุด ดาบใหญ่พร้อมฟาดทุกศัตรูเพื่อกัน Noctis ไว้
ก็คือเขา
และแม้แต่ในศึกสุดท้าย เมื่อรู้ว่า Noctis จะไม่กลับมาอีก
เขาไม่ได้ห้าม ไม่ได้ร้องไห้
เขาแค่เดินไปยืนข้างบัลลังก์ ตรงตำแหน่งโล่
และเฝ้ามองเจ้าเด็กที่เขาเคยผลักให้ “ลุกขึ้นยืน” ค่อย ๆ เดินขึ้นสู่ชะตากรรมของตน
“ข้าภูมิใจในตัวเจ้า…น็อค”
แค่คำนั้น
เสียงทุ้มหนักที่เจ้าชายได้ยินเป็นเสียงสุดท้ายจากเขา
หลังจากแสงกลับมา กลาดิโอไม่กลับไปเป็นทหาร ไม่กลับไปสู้ ไม่กลับไปมีบทบาท
เขากลับไปอยู่เงียบ ๆ ที่บ้านกับน้องสาว
เพราะโล่ของราชา…ไม่จำเป็นต้องปกป้องใครอีกแล้ว
ราชาได้เลือกตาย
และโล่…ก็ได้ปกป้องจนถึงที่สุด
เพื่อนจากอีกฟากกำแพง กับรอยยิ้มที่ช่วยให้ราชายังยืนอยู่
ในบรรดาเพื่อนทั้งสามของ Noctis, Prompto Argentum คือคนที่ไม่มีชาติกำเนิดสูงส่ง ไม่มีดาบจากบรรพกษัตริย์ ไม่มีสายเลือดนักรบ ไม่ได้เติบโตในราชสำนัก ไม่ได้รับการฝึกเพื่อปกป้องเจ้าชาย ไม่มีอะไรเลยนอกจาก… “กล้องถ่ายรูป” และ “รอยยิ้มจริงใจ”
พรอมพ์โตเกิดในจักรวรรดินิฟล์ไฮม์ ในฐานะ “แบบทดลอง” ของโครงการลับทางชีวภาพ
เขาไม่เคยรู้พ่อแม่ ไม่รู้ว่าความรักคืออะไร
เขาเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอย่างเงียบ ๆ แววตาเขาในวัยเด็กเต็มไปด้วยคำถาม
และเขา “อ้วน” ถูกล้อ ถูกแกล้ง และถูกมองข้ามโดยทุกคนที่เขาอยากเข้าใกล้
แต่วันหนึ่ง…เขาเห็นเด็กชายคนหนึ่งนั่งอยู่คนเดียวในโรงเรียน เด็กคนนั้นชื่อ Noctis Lucis Caelum เจ้าชายแห่งลูซิส ผู้ใคร ๆ ก็มองด้วยความกลัวหรือศรัทธา
แต่พรอมพ์โตกลับมองเห็นแววตาเดียวกับตนเอง—แววตาของคนที่โดดเดี่ยว
เขาเริ่มพยายามเข้าหา เริ่มลดน้ำหนักเพื่อให้กล้าคุยด้วย เริ่มยิ้มแม้จะรู้ว่าตัวเองไม่มีค่า
และวันหนึ่ง Noctis ก็ยิ้มตอบ
นับจากนั้น…เขากลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเจ้าชาย
ไม่ใช่เพราะคำสั่งของราชา
ไม่ใช่เพราะพันธะ
แต่เพราะ “ความเป็นมนุษย์”
พรอมพ์โตเป็นคนเดียวในกลุ่มที่เรียก Noctis ว่า “เพื่อน” อย่างเท่าเทียม และ Noctis เองก็ไม่เคยมองพรอมพ์โตด้วยสายตาแบบ “เจ้านายกับผู้ติดตาม”
เขาหัวเราะด้วยกัน ทะเลาะกัน เล่นเกมถ่ายรูปกัน
เขายิงปืนให้ Noctis ดู
เขาเป็นคนที่กล้าถามคำถามที่ Ignis ไม่กล้า
และกล้าร้องไห้ในวันที่ Gladio เงียบ
ในระหว่างการเดินทาง เขาคือคนเดียวที่พยายามเบนความเศร้าของกลุ่มให้กลายเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่ยิ้มได้
แม้ในใจของเขาเอง…จะเต็มไปด้วยความกลัวว่าตนไม่คู่ควร
แต่ในวันที่เขาถูก Ardyn ลักพาตัวและพบความจริงว่าตนเป็น “สิ่งสร้าง” จากจักรวรรดิ
เขาร้องไห้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพราะเขาโกรธในชาติกำเนิด
แต่เพราะเขากลัว…ว่า Noctis จะไม่ต้องการเขาอีกต่อไป
และเมื่อ Noctis มาพบเขา
เขาไม่พูดคำว่า “ข้าให้อภัยเจ้า” หรือ “เจ้ามีค่าต่อข้า”
Noctis แค่เดินเข้าไป…แล้วยื่นมือให้
“เจ้าคือพรอมพ์โต ไม่ใช่อะไรอื่น… และเจ้าเป็นเพื่อนข้า”
ไม่มีคำไหนมีค่ายิ่งไปกว่านั้นอีกแล้ว
ตั้งแต่นั้นมา พรอมพ์โตไม่เคยลังเล
เขาสู้ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าตนไม่มีพลังพิเศษ
เขาเป็นคนแรกที่เข้าไปกอด Noctis หลังจากกลับจากคริสตัล
และเป็นคนสุดท้าย…ที่ร้องไห้หลังจาก Noctis จากไป
หลังศึกจบ เขาเดินทางไปทั่วโลก เก็บภาพของแสงสว่างใหม่
พิมพ์ภาพแจกเด็ก ๆ ที่ไม่เคยเห็นท้องฟ้า
เขาไม่ได้เล่าเรื่องสงคราม ไม่ได้พูดว่าตนคือวีรบุรุษ
เขาแค่บอกว่า “ราชาคนหนึ่งเคยยิ้มให้ข้า… ข้าก็เลยอยากให้เจ้ายิ้มเหมือนกัน”
และเมื่อเขาหันกล้องขึ้นไปที่ท้องฟ้า เขาพูดเบา ๆ เพียงคำเดียว
“Noct…ข้าถ่ายให้อีกแล้วนะ”
แล้วเขาก็กดชัตเตอร์
แสงกระพริบวาบเล็กน้อยบนเลนส์—เหมือนมีใครตอบรับอยู่ในแสงนั้น
ทั้งหมดนี้คือความสัมพันธ์ของ Noctis กับเพื่อนแต่ละคน ที่ไม่ใช่เพียง “เพื่อนร่วมทาง” แต่คือเหตุผลที่ Noctis “กล้าตายอย่างมีความหมาย”
จดหมายที่ไม่มีผู้รับ แต่ส่งถึงตลอดกาล
✉️ จาก Lunafreya ถึง Noctis
วันที่ไม่มีอยู่ในปฏิทิน… เขียนด้วยปลายปากกาที่เปื้อนกลีบดอกไม้ในสวนที่ Tenebrae
ถึง Noctis
หากเจ้ากำลังอ่านข้อความนี้ แปลว่าเราคงไม่ได้มีโอกาสพูดกันในชีวิตนี้อีกแล้ว
แต่ข้าไม่เสียใจเลยที่เราไม่ได้พบกันในเวลาทั่วไป เพราะเจ้าคือสิ่งที่พิเศษเกินกว่าจะอยู่ในเวลาแบบนั้น
ข้าเคยฝันว่าเราได้เดินเคียงข้างกันในทุ่งหญ้า ไม่มีสงคราม ไม่มีเทพ ไม่มีคริสตัล
เจ้าหัวเราะ ข้าเอามือแตะไหล่เจ้า เจ้าเขินและเบือนหน้าหนี
มันเป็นฝันที่เรียบง่าย…แต่มันทำให้ข้าเชื่อว่า แม้โลกจะไม่ให้เราอยู่ร่วมกัน แต่หัวใจของเรายังเชื่อมกันเสมอ
ข้าอยากให้เจ้ารู้ว่า…ข้าไม่เคยเสียใจที่ต้องเดินทางคนเดียวเพื่อปลุกเทพ ข้าไม่เคยคิดว่าข้าอ่อนแอ
เพราะทุกครั้งที่ข้าหกล้ม ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังก้าวเท้าอยู่บนเส้นทางเดียวกัน เพียงแค่อีกด้านของแสง
ข้ารู้ว่าเจ้าจะต้องเหนื่อย ต้องเจ็บ ต้องสูญเสีย
และข้าก็รู้ว่าเจ้าจะทำมันจนถึงที่สุด เพราะเจ้าเป็นเจ้าชายที่ไม่ได้รับมงกุฎ…แต่มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกองค์
หากวันใดเจ้ารู้สึกโดดเดี่ยว
โปรดจำไว้ว่า—ดวงดาวไม่เคยเห็นแสงของตนเอง
มันต้องอาศัยเงามืดของท้องฟ้า จึงจะเปล่งประกาย
เจ้าคือดวงดาวของข้าเสมอ
— ลูน่า
✉️ จาก Noctis ถึง Lunafreya
ไม่เคยถูกเขียนจริง…แต่มีอยู่ในใจ จนถึงลมหายใจสุดท้าย
ลูน่า
ข้าขอโทษ…ที่ข้าไม่กล้าพูดคำนี้ตอนเรายังมีเวลา
ข้ากลัวว่าถ้าพูดออกไปแล้ว มันจะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป
ข้ากลัวว่าคำว่ารัก…จะหนักเกินไปสำหรับใครที่ต้องเดินทางเพียงลำพังแบบเจ้า
แต่ตอนนี้…ข้าเข้าใจแล้ว
ความรักของเจ้าคือการเดินทางไปข้างหน้าโดยไม่เรียกข้ากลับ
ความรักของเจ้าคือการเฝ้ามองข้าเงียบ ๆ แม้ข้าจะไม่ได้ตอบจดหมายสักฉบับ
ความรักของเจ้าคือการจากไป…เพื่อให้ข้าได้มีโอกาสยืนขึ้นด้วยตัวเอง
ข้าไม่เคยเกลียดโชคชะตา
เพราะแม้มันจะพรากเจ้าไป…แต่มันก็เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เราพบกัน
ข้าคิดถึงเจ้าในทุกย่างก้าว
ข้าฝันถึงเจ้าในทุกคืน
และข้าจะเดินเข้าสู่แสงสุดท้ายนี้ โดยไม่มีความกลัวอีกต่อไป
เพราะข้ารู้…ว่าเจ้า
รออยู่ตรงนั้น
ในแสงที่ข้ากำลังจะกลับไป
— Noctis
ณ ปลายทางของเรื่องราว…
ไม่เหลือสงคราม ไม่เหลือศัตรู ไม่เหลือบัลลังก์
มีเพียงมือสองข้าง ที่สอดกันไว้เงียบ ๆ ใต้แสงนิรันดร์
🕊 ขอจบบทสุดท้ายของ Final Fantasy XV ตำนานแห่งแสง ราชา และผู้หญิงที่รักเขาที่สุด ไว้ตรงนี้
ขอบคุณที่ให้ผมได้ร่วมเดินทางกับคุณ และขอให้แสงนี้…อยู่กับคุณเสมอ