นิยาย Elden Ring Fanmade : มหากาพย์แห่งเถ้าธุลี: เส้นทางแห่งรัตติกาลนิรันดร์

นิยาย Elden Ring Fanmade : มหากาพย์แห่งเถ้าธุลี เส้นทางแห่งรัตติกาลนิรันดร์

 เรื่องราวที่คุณกำลังจะได้ยินต่อจากนี้
มิใช่การเล่าซ้ำตามบันทึกประวัติศาสตร์แห่ง Lands Between อย่างตรงตามต้นฉบับ
มิใช่คู่มือหรือบทวิเคราะห์เชิง Lore
และมิใช่การตีความเพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ถูกสร้างไว้โดย FromSoftware

แต่มันคือ “บทบันทึกแห่งการเดินทาง”
คือเสียงของผู้เถ้าธุลีคนหนึ่ง—ที่ลุกขึ้นจากความเงียบ
เดินทางผ่านสงคราม พังทลาย พายุไฟ และการตัดสินที่ไม่มีใครกล้าเอ่ย
ไม่ใช่เพื่อเป็นวีรบุรุษ…แต่เพื่อเข้าใจว่าแท้จริงแล้วโลกใบนี้ต้องการสิ่งใด

เขา…ไม่มีชาติกำเนิด ไม่มีศาสตรา ไม่มีผู้ติดตาม
เขาไม่ใช่ลูกของเทพ ไม่ได้ถูกเรียกด้วยแสง ไม่ได้รับพรจากสิ่งใด
และเขา…ก็ไม่ยอมสยบต่ออะไรเลย

เขาคือนามที่ถูกลืมในตำนาน
แต่ในบันทึกนี้ เราจะขอเรียกเขาด้วยนามเพียงคำเดียว—เอลน์ (Eln)
ผู้เถ้าธุลีที่เดินโดยไร้ผู้นำ สู้โดยไร้แสง และ “เลือกที่จะปฏิเสธทุกสิ่ง”

เขาปฏิเสธจะฟื้นฟูวงแหวน
เขาปฏิเสธจะจุดเปลวไฟใหม่
เขาปฏิเสธจะเป็น Elden Lord
เขาไม่รับเจตจำนงของ Greater Will
ไม่ผนึกตนกับดวงดาว
ไม่เผา
ไม่ครอง

เขาเดินต่อ โดยไม่ต้องเป็นสิ่งใด
และในทุกก้าว…เขาค่อย ๆ เปลี่ยนทุกสิ่ง

มหากาพย์แห่งเถ้าธุลี ถูกเขียนขึ้นด้วยความเคารพต่อเนื้อเรื่องจริงของ Elden Ring
ทุกถ้อยคำคือบทสวดที่ไม่มีพระเจ้า
ทุกบทต่อสู้คือการภาวนาในสนามรบ
ทุกการตัดสินใจคือเงาสะท้อนของเราเอง

หากคุณไม่เคยรู้จักโลกของ Elden Ring
ขอให้เรื่องเล่านี้ช่วยพาคุณก้าวแรก
หากคุณเคยผ่านสนามรบแห่ง The Lands Between มาแล้ว
ขอให้บทบันทึกนี้ปลุกความทรงจำที่คุณอาจลืม…หรือยังไม่เคยมองเห็น

เพราะ Elden Ring…
ไม่ใช่แค่เกม ไม่ใช่แค่ Lore
แต่มันคือ “คำถาม” ที่ทุกคนต้องตอบในแบบของตัวเอง

และนี่…
คือคำตอบของผู้ที่ไม่เลือกอะไรเลย
เขาไม่เป็นใคร
แต่เขาทำให้โลกเริ่มต้นใหม่

เขาคือ เอลน์
ผู้ที่เหลือเพียง “เสียงฝีเท้า” ท่ามกลางเถ้าธุลี
และเรื่องราวนี้…คือเส้นทางแห่งรัตติกาลนิรันดร์



ในอดีตกาลนานแสนนานก่อนแสงแรกจะปรากฏ ก่อนที่เถ้าธุลีจะปลิวไปตามลม ก่อนที่ดาบแรกจะถูกชักขึ้นจากฝักที่ไร้เจ้านาย โลกยังไม่มีชื่อ ไม่มีเสียง ไม่มีคำ ไม่มีพระเจ้า ไม่มีดวงดาว ไม่มีทิศ ไม่มีเวลา มันเป็นเพียงความว่างที่เปลือยเปล่าและสมบูรณ์อย่างไร้ความหมาย ไม่มีความสูงส่ง ไม่มีต่ำต้อย ทุกสิ่งล่องลอยอยู่ในม่านนิ่งของความไม่รู้ราวกับฝันที่ยังไม่มีผู้ฝัน

แต่แล้ววันหนึ่ง เสียงหนึ่งก็เกิดขึ้นโดยไม่มีใครเอ่ยคำ แสงหนึ่งส่องมาโดยไม่มีที่มา และจากจุดเริ่มต้นนั้น—วงแหวนหนึ่งก็ถือกำเนิดขึ้น วงแหวนที่ไม่ใช่เพียงรูปร่าง หากแต่คือแก่นแท้ของกฎจักรวาล วงแหวนที่ไม่ได้สร้างสรรค์สิ่งใดขึ้นมา แต่อธิบายให้ทุกสิ่งที่ไม่มีรูปร่างมีรูปร่าง ทุกสิ่งที่ไม่มีคำมีความหมาย ทุกสิ่งที่ไร้ขอบเขตมีขอบเขต ทุกสิ่งที่ไม่มีการเกิด…ได้เริ่มต้นขึ้น

Elden Ring ไม่ได้เปล่งเสียงของมันเอง แต่มันทำให้ทุกอย่างเริ่มมีเสียง ความเป็นจริงถูกก่อร่างขึ้นด้วยวงแหวนแห่งคำจำกัดความนี้ และเมื่อวงแหวนนี้เกิดขึ้น ก็มีพลังหนึ่งที่แทรกซึมไปในทุกอณูของสิ่งมีชีวิต มันไร้ตัวตน ไม่มีรูป ไม่มีเสียง ไม่มีนาม แต่มันคือเจตจำนง มันคือแรงผลักดันที่ไม่มีใครมองเห็น แต่มีอยู่ในทุกก้าวที่โลกจะเดินต่อ มันคือสิ่งที่ถูกขานว่า The Greater Will

เจตจำนงนี้มิได้เสกสร้าง แต่เลือกใครบางคนให้กลายเป็นผู้ถือครอง Elden Ring และเฝ้ารักษาระเบียบของโลก พระองค์นั้นคือราชินีมาริกา นางคือผู้ถือแหวน ผู้เป็นศูนย์กลางของระเบียบจักรวาล เป็นทั้งเทพธิดาและแม่แห่งการกำหนด ทุกสิ่งที่เคลื่อนไหวล้วนวนเวียนอยู่รอบนาง และจากตัวนาง Elden Order จึงถือกำเนิด

แต่มาริกาไม่ได้อยู่ลำพัง นางมีร่างสะท้อนอีกด้าน หนึ่งในเปลวเพลิง หนึ่งในแสงทอง หนึ่งในการพิพากษา นั่นคือ Radagon คู่แห่งนาง คู่แห่งการดำรงอยู่ และเมื่อเลือดเทพสองสายรวมกัน ลูกหลานของพวกเขา—ครึ่งเทพ—ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นต้นแบบของพลังใหม่ที่เดินอยู่กึ่งกลางระหว่างศักดิ์สิทธิ์และสาปแช่ง มอร์ก็อท ผู้จงรักภักดี โมกห์ ผู้คลั่งในโลหิต มาลีเนีย นักรบผู้ปราศจากพ่าย มิเกลล่า ผู้ถูกผนึก และอีกนับไม่ถ้วน…พวกเขาเหล่านั้นกลายเป็นเสาหลักของความขัดแย้งในยุคใหม่

แต่ไม่มีอะไรอยู่คงที่ Elden Ring ที่เคยเป็นหนึ่ง ถูกทำลายแตกสลาย ชิ้นส่วนของมันกระจายออกไปทั่วดินแดน ทายาทของมาริกาแต่ละองค์ต่างช่วงชิงชิ้นส่วนเพื่อยืนยันสิทธิแห่งความเป็นใหญ่ แต่ละคนต่างอ้างว่าเจตจำนงสูงสุดอยู่เบื้องหลังตน แต่ไม่มีใครถามอีกแล้วว่าเจตจำนงนั้น…ต้องการสิ่งใดจริง ๆ

สงครามเริ่มขึ้น เปลวเพลิงแห่งความทะเยอทะยานลุกไหม้จากทิศเหนือจรดใต้ ทะเลเลือดกลืนดิน ทุ่งศพกลายเป็นป่า ผืนน้ำกลายเป็นหนองพิษ ฟ้าไม่ส่งเสียงดุจเดิม โลกหยุดตอบรับ และในความเงียบนี้…เถ้าธุลีจึงเริ่มฟุ้งขึ้นจากซากแห่งความพินาศ

เถ้าธุลีของวีรบุรุษผู้ไม่มีใครจดจำ เถ้าของความหวังที่เคยจาง เถ้าของนักรบที่ไม่เคยได้ตั้งชื่อ เถ้าที่ไม่ถูกเรียก…แต่ยังมีอยู่

และแล้ว ผู้หนึ่งก็ลุกขึ้นจากเถ้าธุลีนั้น ไม่ใช่ด้วยสายเลือด ไม่ใช่ด้วยคำทำนาย ไม่ใช่ด้วยการเลือกจากฟากฟ้า หากแต่ลุกขึ้นมา “เอง” ผู้ไม่มีชาติกำเนิด ไม่มีผู้สั่ง ไม่มีผู้อารักขา ไม่มีความแค้น ไม่มีคำสัญญา ไม่มีเป้าหมาย เขาคือเพียงใครคนหนึ่ง…ที่ลุกขึ้น

ลุกขึ้น…เพื่อเดิน
เดิน…โดยไม่มีใครบอกทาง
แต่ในทุกก้าวของเขา โลกค่อย ๆ ขยับ
เสียงแห่งโชคชะตาค่อย ๆ กระซิบ
และ Elden Ring ที่แตกเป็นเสี่ยงก็เริ่มสั่นอีกครั้ง

นี่คือเรื่องราวก่อนตำนาน
เรื่องราวก่อนแสง
ก่อนเงา
ก่อนคำว่า “พระเจ้า”

เรื่องราวของเขา—ผู้ที่โลกไม่คาดหวัง
แต่กลับเปลี่ยนโลกใบนี้ไปตลอดกาล

และนี่…คือเส้นทางแห่งรัตติกาลนิรันดร์

ก่อนที่ดาบจะถูกชักขึ้น
ก่อนที่เปลวไฟจะถูกจุด
ก่อนที่ชื่อของผู้เถ้าธุลีจะถูกกล่าวขานในเสียงลม
เคยมีโลกใบหนึ่งที่ไม่มีแสง…ไม่มีคำ…ไม่มีอะไรเลย

มีเพียง “ความนิ่ง”

โลกดำรงอยู่โดยไม่ต้องมีผู้ปกครอง
ดิน น้ำ ลม ไฟ ผสมปะปนกันราวความฝันที่ยังไม่ถูกตีความ
ทุกสิ่งลอยอยู่ในความว่างเปล่า อิสระจากความหมาย อิสระจากการเป็น

แต่แล้ว…
แสงหนึ่งก็สาดส่องลงมาจากฟากฟ้า
และในแสงนั้น
มีบางสิ่งที่ไม่ใช่ชีวิต…แต่กลายเป็นต้นกำเนิดของทุกชีวิต

สิ่งนั้นคือ
Elden Ring
วงแหวนไม่ใช่เพียงรูปร่าง…แต่มันคือ “นิยามของกฎ”
มันให้คำจำกัดความแก่สิ่งที่ไม่มีรูปร่าง
มันแบ่งความเป็นมนุษย์กับสัตว์
มันกำหนดว่าใครคือเทพ…และใครไม่ใช่

วงแหวน Elden มิได้สร้างสิ่งมีชีวิต
แต่มันกำหนดว่า “ชีวิต” จะหมายถึงอะไร
และจากนั้น…โลกก็เปลี่ยนไปตลอดกาล

เมื่อ Elden Ring ปรากฏ
ก็เกิดสิ่งที่เรียกว่า The Greater Will
เจตจำนงสูงสุดที่ไร้ร่าง ไร้เสียง ไร้ตัวตน
แต่มันอยู่ในทุกหยดฝน ทุกสายลม และทุกดาบที่ฟาดกลางสนามรบ

Greater Will เลือกผู้หนึ่งให้เป็นตัวแทน
ผู้ที่แยกจากผู้คน ผู้ที่ถูกยกขึ้นสู่เบื้องบน
นางคือเทพธิดา…ผู้ที่มีทั้งการให้อภัย และการพิพากษาในมือเดียวกัน

 

มหากาพย์แห่งเถ้าธุลี: เส้นทางแห่งรัตติกาลนิรันดร์

ตอนที่ 1: การตื่นแห่งผืนดินต้องสาป

(บรรยายเสียงในโทนลึก ขรึม สงบแต่มีแรงดึงดูดราวมนต์สะกด)

เสียงสายลมเย็นพัดผ่านหุบเขาว่างเปล่าราวกับลมหายใจสุดท้ายของผู้ถูกลืม กลิ่นของดินชื้น ผสมกับกลิ่นเลือดแห้งที่ฝังลึกในผืนดิน บอกเราว่าที่นี่…เคยมีใครบางคนสู้จนลมหายใจสุดท้ายหยุดนิ่ง

ในโลกที่รู้จักกันในนาม “เอลเดนแลนด์” ดินแดนต้องสาปที่พระเจ้าเมินเฉย แสงแห่ง Elden Ring ได้ถูกทำลายเป็นเสี่ยง ๆ เส้นแสงทองคำจากต้นไม้ยักษ์ “อิรด์ทรี” ที่เคยโอบล้อมผืนโลกได้จางหายไป เหล่าทวยเทพผู้แตกแยกต่างเลือกเส้นทางของตนเอง เหล่าผู้คน…เหลือเพียงเถ้าธุลี

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ “ข้า”
ผู้ไร้ชื่อ ผู้ไร้จุดหมาย ผู้ที่โลกนี้เรียกขานว่า
“ผู้ถูกเนรเทศแห่งเถ้าธุลี”

ตื่นขึ้นมาใต้ดินกลวง ๆ ของสุสานต้องสาป “Cave of Knowledge” ความมืดปกคลุมอยู่ทุกทิศ ทางเดินชื้นแฉะ หินที่แตกร้าวเต็มไปด้วยรอยเลือดเก่า และเสียงครืดคราดที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่ามาจากมนุษย์…หรือสัตว์เดรัจฉาน

มือเปล่าของข้า ค่อย ๆ แตะลงบนดาบสนิมเขรอะที่มีไว้เพียงป้องกันตัว ข้ารู้แค่อย่างเดียว—
หากไม่เดินไปข้างหน้า ข้าจะตาย…อีกครั้ง

ข้าก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งความรู้
ฝึกทักษะเบื้องต้นที่ถูกลืม…การกลิ้ง การฟาด การป้องกัน
จนกระทั่งไปพบประตูแห่งแสง—ประตูที่จะเปิดออกสู่โลกภายนอก

🌅 เมื่อข้าก้าวผ่านแสงแห่งประตูนั้น—สายลมแรงพัดมาปะทะใบหน้า ดวงอาทิตย์จาง ๆ ส่องลอดกิ่งของต้นไม้ยักษ์ “อิรด์ทรี” ข้าต้องยืนหยัดอยู่กลางเนินเขาโล่งในดินแดนที่ชื่อว่า
“ลิมเกรฟ (Limgrave)”

เสียงนกร้องปะปนกับเสียงม้ากระทืบเท้าไกล ๆ
ต้นหญ้าปลิวตามลมที่เคยปะทะชุดเกราะของอัศวินผู้ตายไปนานแล้ว
ลิมเกรฟ…แผ่นดินแรกของนักเดินทาง เป็นเหมือนประตูที่เชื้อเชิญให้เราตัดสินใจ
“เจ้าจะยอมรับโชคชะตาหรือหลีกหนีมัน?”

แต่ไม่นานนัก การต้อนรับจากดินแดนนี้ก็ได้เริ่มต้น…

🐎 “Tree Sentinel” อัศวินเกราะทองขี่ม้าศึกสีแดงโลหิต ปรากฏตรงทางเดินเบื้องหน้า
เพียงแค่เสียงฝีเท้ามันกระทบพื้น ก็ดังราวกับสายฟ้าฟาดกลางใจ

ดาบยักษ์ในมือมัน เหวี่ยงลงมาโดยไร้การเตือน—
ข้าต้องวิ่ง วิ่งเท่านั้น

ข้าหลบอย่างลนลาน หลบใต้ต้นไม้ ท่ามกลางเสียงหัวเราะของอีกา
…จนกระทั่งข้าได้พบหญิงสาวลึกลับผู้หนึ่ง ใบหน้าซ่อนในผ้าคลุม
เธอชื่อว่า “เมลินา (Melina)”

เธอยื่นข้อเสนอ “เจ้าไร้คำแนะนำ ไร้เกราะป้องกัน หากเจ้าต้องการเดินต่อไป…ข้าจะเป็นแสงนำทางของเจ้า”
ข้าไม่มีอะไรจะเสีย ข้าตอบตกลง

และเมื่อนั้นเอง—ข้าก็ได้คู่หูใหม่ “โทรันท์ (Torrent)” ม้าศักดิ์สิทธิ์ผู้สามารถพาข้าข้ามหุบเขาและทะยานผ่านอันตราย
การผจญภัยได้เริ่มขึ้นจริง ๆ…

🏰 ข้าได้ยินเรื่องเล่าของ “Stormveil Castle” ปราสาทที่ลอยเด่นอยู่บนหน้าผา
เหล่าทหารบ้าคลั่ง อสูรยักษ์ สัตว์ประหลาดไร้รูปร่างต่างสิงสู่อยู่ที่นั่น
มันคือประตูสู่การพิสูจน์ตัวตน—
หากผ่านที่นั่นไปได้ ข้าจะไม่ใช่แค่ผู้รอดชีวิต
แต่จะเป็นนักรบแห่งแสงใหม่

และนั่นคือเป้าหมายแรกของข้า…

📜 เส้นทางข้างหน้ามืดมน อันตรายรออยู่ทุกย่างก้าว
แต่หัวใจข้ายังคงเต้นแรงด้วยความฝัน—
ความฝันที่จะกลายเป็น “ราชาเอลเดน” ผู้คืนสมดุลแก่โลกที่แตกสลายนี้

เสียงลมยังคร่ำครวญ ดวงจันทร์ยังไม่หายเศร้า
แต่ข้า…ยังไม่ล้ม

🎧 (จบ Part 1)

ก้าวแรกของเถ้าธุลีได้เริ่มขึ้นแล้ว
และเสียงแห่งโชคชะตากำลังกระซิบถึงการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีวันหวนกลับ…



ตอนที่ 2: แผ่นดินลิมเกรฟ และเสียงกระซิบจากสายลม

เสียงลมหายใจของโลกยังคงดำเนินต่อไปอย่างเชื่องช้า แม้ดินแดนจะถูกทิ้งร้างจากพระผู้สร้าง แม้ดวงตะวันจะส่องแสงแบบเหนื่อยล้า แม้เงาของต้นไม้ยักษ์จะทอดผ่านหุบเขาอย่างสิ้นหวัง… ทุกอย่างยังคงมีชีวิตของมันเอง

หลังจากการพบกับเมลินา และการได้รับโทรันท์เป็นมิตรคู่ใจ ข้าก็เริ่มเข้าใจว่า—โลกใบนี้ไม่ต้องการให้ใครรอดชีวิตง่ายๆ
มันคือบททดสอบจากฟ้าดิน
ข้า ผู้ไร้นามไร้บ้าน จะกลายเป็นสิ่งใดท่ามกลางพายุแห่งความวุ่นวายนี้?

ข้าขี่โทรันท์ไปตามทุ่งหญ้าที่คลุมดินแดนลิมเกรฟ มองเห็นเนินเขา เต็นท์ร้างที่เต็มไปด้วยซากศพ และเสาไฟเก่าที่ถูกปีศาจผูกหัวคนไว้แทนโคม พวกอัศวินแห่งทองคำที่หลงเหลืออยู่กลายเป็นเพียงนักรบไร้สติ พวกมันเร่ร่อน ราวกับวิญญาณที่ไม่รู้ว่าตนเองตายไปแล้ว

เสียงกระซิบของสายลมลอยเข้าหูข้า
ไม่ใช่เสียงของธรรมชาติ…แต่เป็นเสียงคร่ำครวญของผู้ที่ตายแล้ว
พวกเขาขอให้ข้าช่วยปลดปล่อย—หรืออาจเป็นคำสาปให้ข้าต้องเดินตามรอยเท้าพวกเขา

📜 ข้าเริ่มเก็บข้อมูลจากภาพสลักตามหิน จากบันทึกที่หล่นจากศพ และจากคำพูดของนักเดินทางคนอื่น ๆ ที่ยังไม่บ้า
มีหมู่บ้านที่ถูกเผาโดยมังกร
มีอุโมงค์ที่เต็มไปด้วยศพของคนงานเหมือง
มีต้นไม้ทองที่แตกแขนงเป็นจุด ๆ บอกตำแหน่งพลังลึกลับ
และที่สำคัญ—มีเส้นทางขึ้นสู่ Stormveil Castle

แต่เส้นทางนั้น…ไม่ได้มีไว้ให้คนธรรมดาผ่านไป

วันหนึ่งข้าเดินไปยังโบสถ์ร้างแห่งแรก “Church of Elleh”
ณ ที่แห่งนั้น…มีพ่อค้าเร่แปลกหน้านั่งอยู่ข้างกองไฟ เขาใส่หมวกเกราะสูง ๆ และพูดกับข้าด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย

“เจ้า…ก็เป็นพวกเถ้าธุลีสินะ? ยังไม่ตายอีกหรือ?”
เขาหัวเราะเบา ๆ
“อย่าเพิ่งดีใจไป โลกนี้ไม่มีที่สำหรับคนอ่อนแอหรอก”

เขาเล่าว่าเส้นทางขึ้นเหนือเต็มไปด้วยกองทัพที่ล่มสลาย กึ่งคนกึ่งปีศาจ และเจ้าแห่งหมอกที่บงการทุกสิ่งจากบนยอดปราสาท
แต่เขาก็ยื่นขวดยาและของเล็ก ๆ ให้ข้า—
“อย่างน้อยตายก็ให้คุ้มหน่อยล่ะ”

หลังจากพักเอาแรง ข้าก็เริ่มผจญภัยไปทางตะวันออกของลิมเกรฟ
ที่นั่นมีสะพานหินยักษ์ทอดข้ามหุบเหวลึก สะพานแห่งนั้นชื่อว่า “Bridge of Sacrifice”
เสียงลมพัดแรงขึ้น และมีเสียงร้องครวญครางของหญิงสาวจากไกล ๆ

ข้าเจอหญิงสาวตาบอดคนหนึ่งนั่งพิงต้นไม้ ใบหน้าซีดเซียว
เธอชื่อ “อิเรน่า” บอกว่าถูกบิดาส่งมาหลบภัย แต่ไม่สามารถหลบเลี่ยงสงครามได้
ดวงตาเธอไม่มองเห็น แต่หัวใจเธอมองโลกได้ลึกกว่าหลายคน
ข้าให้คำมั่นว่าจะตามหาพ่อของเธอ และขี่ม้ากลับไปยังทางทิศใต้
ข้าค้นหาเส้นทางสู่ป้อม Morne ป้อมปราการที่กำลังลุกไหม้ด้วยการจลาจลของสัตว์ครึ่งคน

ในป้อมนั้น…ข้าได้สู้กับเหล่าทหารยักษ์ครึ่งสิงโตที่กร้าวร้าว รวดเร็ว และไม่รู้จักความกลัว
ข้าต้องต่อสู้ท่ามกลางซากไฟและเสียงระเบิด
ข้ารู้สึกว่า—ข้ากำลัง “เติบโต”

มือที่เคยสั่นกลับนิ่งขึ้น
ดาบที่เคยถ่วงกลับกลายเป็นสิ่งที่เบาเหมือนลมหายใจ
ข้ากำลังเปลี่ยน
เปลี่ยนจากผู้ถูกทอดทิ้ง…เป็นนักรบ

ข้าสามารถกลับไปยังอิเรน่าได้ แต่…เมื่อข้าไปถึง เธอนอนแน่นิ่งอยู่ใต้ต้นไม้เดิม
เธอตายแล้ว
แต่รอยยิ้มยังคงอยู่

หัวใจข้าเย็นชา ข้าคุกเข่าลงและวางดาบของข้าไว้ข้างร่างเธอ
“ข้าจะไม่ยอมให้ความตายของเจ้าไร้ค่า” ข้ากระซิบ

ข้ากลับสู่ทิศเหนือ มุ่งหน้าสู่ “Gatefront Ruins”
ซากอารยธรรมที่เต็มไปด้วยซอมบี้นักรบและอสูรเงามืด
ข้าเริ่มลักลอบเข้าไปช่วงกลางคืน และค้นพบแผนที่ฉบับแรก
ที่นั่นข้าเจอ “หลุมเก็บของโบราณ” เต็มไปด้วยกลไก สัตว์ปีศาจ และความลับของอาณาจักรในอดีต

ข้าเจอข้อความจากอดีต… “แม้ Elden Ring จะแตกไป แต่เส้นทางของผู้กล้ายังคงอยู่”

การเดินทางผ่านลิมเกรฟไม่ใช่แค่การต่อสู้
แต่คือบทเรียนแห่งความอดทน
ศัตรูไม่ได้มีแค่ดาบ ยังมีความเหงา ความกลัว และเสียงในหัวที่ถามว่า “เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”

แต่ข้าเดินหน้าต่อไป…
มุ่งสู่ “Stormveil Castle”
ที่นั่น ข้าจะได้พบกับเจ้าแห่งหมอก “ก็อดดริก”
และบททดสอบแรกของผู้กล้าที่แท้จริง

เส้นทางขึ้นหน้าผาเต็มไปด้วยกับดัก ลูกธนูยักษ์ และมังกรเฝ้าประตู
แต่ไม่มีอะไรจะหยุดข้าได้อีกแล้ว

ข้าเงยหน้ามองปราสาทสูงตระหง่าน เมฆสีเทาปกคลุมยอดมัน เสียงฟ้าร้องอยู่ไกล ๆ
หัวใจของข้าสั่นด้วยความกลัว…และตื่นเต้น

เสียงกระซิบแห่งโชคชะตาดังมาอีกครั้ง
“ผู้ใดที่ฝ่าพายุได้ ผู้นั้นจึงคู่ควรกับแสง”

ตอนที่ 3: ปราสาทสตอร์มเวลล์ และผู้กล้าแห่งหมอก

เสียงสายลมพัดผ่านหุบเขาอย่างรุนแรง เมื่อข้าควบโทรันท์ใกล้เข้าสู่เชิงปราสาท สายหมอกเบื้องหน้าเริ่มแน่นข้นขึ้นจนแยกไม่ออกว่านั่นคือควันจากไฟสงคราม หรือเป็นหมอกที่มีชีวิตของปีศาจ ข้ามองเห็นกำแพงหินโบราณสูงตระหง่าน ปกคลุมด้วยมอสเก่าและเลือดแห้งที่ฝังอยู่ตามรอยแตกร้าวของกำแพงราวกับเรื่องราวที่ไม่มีวันถูกลืม Stormveil Castle ตั้งตระหง่านเหนือหน้าผา เสียงเหล็กกระทบกันเป็นระยะ เสียงกรีดร้องของสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ดังลอดออกมาจากด้านใน ปราสาทนี้ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่มันคือบททดสอบ มันคือประตูแห่งความกลัว ความบ้าคลั่ง และการเปลี่ยนแปลง ข้าเดินทางไปถึงประตูหน้าของปราสาท ซึ่งแน่นอนว่าเป็นกับดัก ข้ายังจำเสียงหนึ่งได้จากเงามืดที่กระซิบเตือนข้าให้เลี่ยงทางตรง หากไม่อยากถูกลูกธนูยักษ์เจาะทะลุร่าง แต่อีกเสียงหนึ่งในหัวข้ากลับบอกให้เดินตรงไป เพราะเกียรติของนักรบไม่ใช่การหลบหลีก แต่ข้ารู้ว่าเกียรติอย่างเดียวพาข้าตายเปล่า ข้าจึงเลือกปีนป่ายผ่านกำแพงด้านข้าง ท่ามกลางเสียงแหลมของเหยี่ยวโลหะที่ถูกสร้างขึ้นจากกระดูกและเศษเหล็ก มันบินโฉบลงมาพร้อมใบมีดแทนกรงเล็บ ข้าหลบหมอบและฟาดดาบออกอย่างบ้าคลั่งเพื่อเอาชีวิตรอด เสียงเหล็กเสียดกันระหว่างคมดาบและกรงเล็บของมันดังก้องไปทั่วระเบียงสูง ข้ารู้สึกเหมือนตัวเองไม่ได้อยู่ในปราสาท แต่อยู่ในเขาวงกตของนักเชือด วิญญาณของอัศวินที่พ่ายแพ้ยังคงวนเวียนอยู่ในห้องใต้ดิน ตามผนังมีเลือดแห้งฝังอยู่เป็นรอยมือ บางรอยเล็กเหมือนของเด็ก บางรอยใหญ่เท่าหัว ข้าสะดุดกับกับดักที่ฝังไว้ในพื้นหิน ใบมีดจากผนังพุ่งเฉียดหน้าข้าไปเพียงเสี้ยววินาที ลมหายใจของข้าถูกดูดกลืนไปกับความเงียบของปราสาทแห่งนี้ แต่ในความมืดนั้น ข้ากลับได้พบแสงริบหรี่จากคบเพลิง และเสียงหัวเราะแปลกประหลาดของชายแก่คนหนึ่ง เขาเรียกตัวเองว่าเกตุริค ชายเร่ร่อนที่ถูกขับไล่จากห้องบรรพชน เขาเตือนข้าว่า “ก็อดดริกไม่ใช่ราชา เขาเป็นเพียงเศษซากของเลือดชั้นต่ำที่กระหายอำนาจ” เขากล่าวว่า ก็อดดริกได้ตัดต่อแขนขาของตนเองและผู้อื่นเพื่อสร้างร่างใหม่ที่เต็มไปด้วยแขน เสริมพลังและแสดงอำนาจราวกับเป็นเทพเจ้า แต่ข้ารู้ว่าการรวบรวมพลังด้วยการช่วงชิงชีวิตผู้อื่นคือความต่ำตมในคราบราชัน ข้าเดินหน้าผ่านห้องเก็บศพ ศพของนักรบ สตรี คนแก่ แม้แต่สัตว์ประหลาดบางตัวยังถูกจับมาวางทับซ้อนกันราวกับไร้ค่า เสียงหัวใจข้าดังชัดในหู แต่ข้าต้องฝ่ามันไป ข้าสู้กับอัศวินที่เหลือรอดอยู่ พวกมันเก่งกาจ ว่องไว และฝึกฝนมาอย่างยอดเยี่ยม แต่ข้าเริ่มจับจังหวะของการต่อสู้ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ จากที่เคยกลัว ตอนนี้ข้ากลายเป็นคนไล่ล่าแทน

ในที่สุด ข้าก็มาถึงประตูใหญ่หน้าลานพิธีเก่า ซึ่งจะพาข้าพบกับก็อดดริก แห่งหมอกทอง ลานนั้นเงียบจนน่าขนลุก ข้าเดินไปยังใจกลางลาน เห็นร่างสูงใหญ่ของชายผู้มีแขนหลายข้าง บางแขนเป็นของยักษ์ บางแขนเป็นของอัศวิน บางแขนแม้กระทั่งเป็นของมังกร ก็อดดริกเดินออกมาจากหมอกช้า ๆ เสียงลมหายใจของมันหนาแน่นราวกับภูเขาเคลื่อนตัว เขาหัวเราะก่อนจะกล่าวว่า “เจ้ากล้าเหยียบย่ำเข้ามาในดินแดนของข้า แสดงว่าเจ้าโง่…หรือเจ้ามีเปลวเพลิงในหัวใจ” ข้ายกดาบขึ้นโดยไม่ตอบ เพราะในตอนนั้น คำพูดไม่มีความหมายอีกต่อไป การต่อสู้เริ่มขึ้น ทันทีที่ข้าฟาดดาบแรก เขาตอบกลับด้วยการใช้แขนของมังกรยิงเปลวเพลิงออกมาจากกลางสนาม เปลวเพลิงนั้นแทบทำให้ข้าตาบอด แต่ด้วยสัญชาตญาณและจังหวะที่ข้าเรียนรู้มา ข้ากลิ้งหลบและฟาดกลับไปที่ต้นขาของเขา แม้มันจะเป็นแค่รอยขีดเล็ก ๆ แต่ข้ารู้ว่า เลือดของเทพก็สามารถไหลได้ ข้าต้องใช้เวลานาน สู้ด้วยแรงทั้งหมดที่มี จนแทบจะยืนไม่ไหว แขนข้าสั่น ดาบแทบหลุดจากมือ แต่ในจังหวะที่เขาชะงัก ข้าพุ่งเข้าไปแทงดาบเข้าอกกลางของเขา ดาบของข้าทะลุผ่านเนื้อหนัง ทะลุผ่านเศษทองที่เคลือบเขาไว้ เขาทรุดลงกับพื้น พร้อมกับรอยยิ้มแปลกประหลาด “ข้ารอผู้กล้ามานาน…และเจ้าคือคำตอบ” ร่างของก็อดดริกกลายเป็นหมอกที่แตกกระจายไปในอากาศ ข้าทรุดเข่าลง เหงื่อของข้าเหมือนสายฝน หัวใจเต้นแรงเหมือนระฆังโบราณที่ดังเป็นจังหวะ

ข้าเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เมฆค่อย ๆ เคลื่อนตัวออก เผยให้เห็นแสงอาทิตย์ที่ไม่เคยอบอุ่นขนาดนี้มาก่อน ข้ารู้ว่า—ข้าได้เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่คือหัวใจของข้า ข้าไม่ใช่แค่ผู้รอดชีวิตอีกต่อไป ข้าคือผู้กล้า และข้าคือผู้ที่โลกใบนี้จะต้องจำชื่อ

แม้ไม่มีใครรู้ว่าข้าชื่ออะไร แต่ข้าจะทำให้พวกเขาจดจำเส้นทางของข้า เส้นทางแห่งเถ้าธุลี ที่จะจารึกไว้บนรอยแผลของโลกใบนี้

ตอนที่ 4: ทะเลสาบแห่งสายหมอก และแสงต้องห้ามของเหล่าผู้รู้

เมื่อเสียงสุดท้ายของก็อดดริกจางหายไปในหมอก ข้ารู้ได้ทันทีว่า เส้นทางของข้ามิใช่จบลงที่ชัยชนะ แต่มันเพิ่งเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ปราสาท Stormveil ที่เคยสั่นสะเทือนด้วยพลังของราชันไร้บัลลังก์ บัดนี้กลับเงียบสงัด ราวกับมันยินยอมให้นักรบจากเถ้าธุลีเดินต่อ ข้ามองออกไปจากระเบียงบนสุดของปราสาท และนั่นคือครั้งแรกที่ข้าได้เห็นดินแดนเบื้องหน้า ทะเลสาบกว้างใหญ่สุดสายตา แผ่นน้ำที่สะท้อนแสงจันทร์ราวกับกระจกเงิน แต่เหนือผิวน้ำกลับปกคลุมด้วยหมอกหนา แสงสีฟ้ารำไรลอดออกจากหอคอยเวทมนตร์ที่โผล่พ้นป่าด้านหลัง ราวกับเชื้อเชิญ หรืออาจเตือนให้ข้ากลับหลัง

ดินแดนนั้นคือ Liurnia of the Lakes ดินแดนแห่งสายน้ำ หมอก และวิหารผู้รู้ บางคนเรียกมันว่าแหล่งกำเนิดแห่งปัญญา แต่หลายคนกลับเรียกมันว่าห้วงบ้าแห่งสัจจะ

ข้าออกจากกำแพงปราสาท ฝ่าลงมาตามเส้นทางที่เต็มไปด้วยรากไม้และเถาวัลย์ที่พันกันราวกับมือของผู้ตาย เสียงฝนตกบางเบาเริ่มต้นขึ้นทีละหยด และลมหายใจของข้าเริ่มกลั่นตัวเป็นไอในอากาศเย็น เมื่อข้าก้าวเข้าสู่เขตแดนแห่งลิเซิร์น ความเงียบที่นี่แตกต่างจากลิมเกรฟ ไม่มีเสียงโลหะกระทบ ไม่มีเสียงกรีดร้องของอสูร มีเพียงเสียงน้ำไหลจากทิศที่ไม่แน่ใจ และเสียงสายลมที่คล้ายเสียงกระซิบของหญิงสาว

แต่ไม่ใช่ความสงบ—มันคือความว่างเปล่าที่มีจิตวิญญาณอยู่ภายใน

ข้าเดินเข้าสู่หมู่บ้านเล็ก ๆ ริมน้ำ หมู่บ้านที่ไม่มีชื่อ ไม่มีคน แต่มีรอยเท้าเต็มพื้นดิน รอยเท้าขนาดเล็ก ลากยาวเป็นเส้นตรงเข้าไปในทะเลสาบ และหายไป

ที่นั่น ข้าได้พบกับสิ่งมีชีวิตที่ต่างจากทุกสิ่งที่เคยเจอ มันไม่ใช่ปีศาจ ไม่ใช่มนุษย์ แต่มันคือเศษเสี้ยวของจิตวิญญาณ บางตนเดินวนซ้ำ ๆ พึมพำคำภาวนาในภาษาที่ข้าไม่รู้จัก บางตนนั่งนิ่งในน้ำลึกจนถึงคอ และไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย

ทันใดนั้น เมฆดำเหนือศีรษะก็แยกออก เสียงฟ้าร้องที่เหมือนไม่ใช่จากฟ้าแต่จากท้องทะเลลึกดังกึกก้อง น้ำเริ่มแหวกเปิดออก และจากก้นทะเลสาบ มังกรน้ำสีนิลที่มีปีกใสเหมือนกระจกก็โผล่ขึ้นมา

มันชื่อว่า Glintstone Dragon Smarag
มังกรแห่งเวทมนตร์ มันไม่มีเสียงคำราม ไม่มีไฟ ไม่มีเลือด มีเพียงเวทสายฟ้าและสายตาเย็นชาที่จ้องมาทางข้า

ข้าไม่มีทางเลือกนอกจากวิ่ง วิ่งผ่านหมอกน้ำ ลื่นไถลไปบนโคลนและหินเปียก ข้าไม่ได้ต่อสู้กับมังกรตัวนี้ เพราะมังกรไม่ต้องการต่อสู้กับข้า มันเพียงแค่ “มองเห็น” ข้า และปล่อยให้ข้าผ่านไป เพราะมันรู้ว่า…ข้ายังไม่พร้อม

เมื่อข้าไปถึงหอคอยเก่าในกลางน้ำ ข้าได้พบหญิงสาวในชุดคลุมสีดำ ผมสีฟ้าอ่อนของเธอลอยเหนือไหล่โดยไร้แรงลม ใบหน้าของเธอเหมือนจะอยู่ที่นี่มานานนับศตวรรษ

เธอชื่อว่า เรนน่า

เธอไม่ได้พูดถึงพลังหรือสงคราม แต่พูดถึง “ทางเลือก” เธอบอกว่าผู้ที่เดินตามเส้นทาง Elden Ring มีเพียงสองทาง หนึ่งคือเผาโลกให้สว่างเพื่อสร้างระเบียบใหม่ หรือสองคือจมลงในความมืด เพื่อทำลายวงจรที่ไม่สิ้นสุด

ข้ายังไม่รู้ว่าคำพูดของเธอคือการชี้ทาง หรือการเตือนภัย

ข้าเดินทางต่อผ่าน Liurnia ที่ซับซ้อนเหมือนภาพวาดของจิตรกรวิปลาส ข้าพบเหล่านักเวทที่สูญเสียความเป็นคน กลายเป็นแค่สมองในร่างเน่า พวกเขายังคงเสกคาถาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน ราวกับติดอยู่ในห้วงฝันที่ไม่อาจตื่น พวกเขาไม่ได้โจมตีข้าเพื่อฆ่า พวกเขาเพียงอยาก “ทดสอบ” ข้า อยากรู้ว่าข้าคือข้อพิสูจน์ของสิ่งใด

และที่ใจกลางทะเลสาบ มีวิหารหนึ่งตั้งอยู่

Raya Lucaria Academy วิหารแห่งเหล่าผู้รู้ ผู้ทรงเวท ผู้บิดเบือนความจริง

ข้าบุกเข้าสู่สถาบันแห่งนี้ผ่านประตูเวทมนตร์ และเจอสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในโลก วิญญาณของอาจารย์ผู้ตายไปแล้วยังลอยอยู่ในห้องเรียน คำถามยังคงเขียนค้างอยู่บนกระดาน เสียงสวดบทเรียนยังดังในห้องว่าง

ข้าสู้กับลูกศิษย์ที่ลอยตัวได้ ยิงคาถาที่ทำให้หัวใจหยุดเต้นเป็นจังหวะ เสียงหัวเราะที่ไม่จบสิ้นของพวกมันสั่นสะเทือนไปถึงโครงกระดูกข้า

ในที่สุด ข้าก็พบกับราชินีแห่งเวทมนตร์ ผู้ที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นเทพีแห่งปัญญา
เรนนาลา ผู้ถือไข่แห่งจักรวาล และจิตวิญญาณของลูกที่ตายไป

การต่อสู้กับเธอไม่ใช่แค่เรื่องของพลัง แต่เป็นเรื่องของ “ความเข้าใจ”
ข้าต้องเอาชนะเงาของจิตใต้สำนึก ต้องต่อสู้กับเสียงในหัวที่บอกว่า “เจ้าจะไม่มีวันเข้าใจ”
ข้าฟันฝ่าคาถา กระจกแสง และเสียงกล่อมให้หลับ ด้วยจิตใจที่แน่วแน่
จนเรนนาลาหล่นลงจากฟ้า และกล่าวเพียงคำเดียว

“เจ้ามีทางให้เลือกแล้ว…อย่าหลงไปในแสง…หรือในเงา”

ข้าออกจากวิหารท่ามกลางสายฝนที่ตกหนักขึ้น แสงจากต้นไม้ทองยามนี้กลับส่องเบาลงอย่างน่าประหลาด เส้นทางของข้ายังคงอีกยาวไกล แต่น้ำเสียงในใจข้าค่อย ๆ เปลี่ยนไป จากเสียงที่เคยสั่นเครือ…กลายเป็นเสียงของใครบางคนที่กำลังลุกขึ้นยืน

 

ตอนที่ 5.1: บันไดสู่แสง – เส้นทางที่ต้องเลือดและตะโกน

เมื่อข้าก้าวออกจากลิเซิร์น เส้นทางข้างหน้าเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ดินแดนที่เคยปกคลุมด้วยหมอกและน้ำค้าง กลับแปรเปลี่ยนเป็นความแห้งแล้งและแสงแดดที่เจิดจ้า แม้ท้องฟ้าจะยังคงหม่นหมองเหมือนเดิม แต่แสงสีทองจากเบื้องบนกลับเปล่งประกายแรงขึ้นทุกย่างก้าว ข้าได้ยินเรื่องของที่ราบชื่อว่า “Altus Plateau” ที่ราบสูงซึ่งเป็นเหมือนหลังคาของโลกดินแดนต้องสาป มีเพียงผู้ที่ข้ามผ่านทั้งความเจ็บปวดและความโหดเหี้ยมเท่านั้นจึงจะได้ยืนอยู่ตรงนั้น และข้า—ก็พร้อมแล้ว

เส้นทางเดียวที่จะขึ้นไปยังที่ราบ Altus Plateau คือการตามหาชิ้นส่วนของ “ดิสก์แห่งการขึ้นสู่สวรรค์” (Dectus Medallion)วัตถุลึกลับที่ถูกแยกเป็นสองส่วน ซ่อนไว้ในหอคอยคนละฝั่งของโลก ผู้ที่ครอบครองทั้งสองจะสามารถเรียก “Grand Lift of Dectus” ให้ทำงาน และพาตัวเองขึ้นสู่ที่ราบทองคำ

ข้าออกเดินทางโดยมีเป้าหมายแรกคือ Fort Haight ป้อมโบราณที่มีซากการสู้รบเก่าฝังอยู่ในอิฐและปูน ป้อมแห่งนี้เต็มไปด้วยต้นไม้ปีศาจที่มีดวงตาเหมือนมนุษย์ มันยืนนิ่ง แต่ข้ารู้สึกเหมือนมันกำลังมองลงมาที่ข้าทุกฝีก้าว และขณะข้าปีนขึ้นป้อมในยามค่ำคืน เสียงร้องแหลมของพวกปีศาจเริ่มก้องขึ้นจากใต้ดิน

การสู้ครั้งนั้นไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่คือความกลัวในหัวใจ—การสู้กับสิ่งที่ข้าไม่สามารถเข้าใจได้ พวกมันไม่ได้พยายามฆ่า…แต่พยายาม “ดึง” จิตใจข้าให้ตกลงไปในบ่อแห่งความเพ้อ ฝันเพี้ยนบิดเบี้ยวไปกับกรีดร้องของพวกมัน ข้าใช้พลังทั้งหมดของตนเอง รวมถึงเสียงของเมลินาในความทรงจำที่เตือนว่า “อย่าปล่อยให้โลกใบนี้กลืนเจ้าไป”

ในที่สุด ข้าก็พบเศษชิ้นส่วนแรกของ Dectus Medallion ฝังอยู่ในอกของศพผู้บัญชาการที่จับไว้แน่นแม้จะตายไปแล้ว

เส้นทางต่อไปคือ Fort Faroth ป้อมอีกแห่งที่อยู่ไกลออกไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ต้องผ่านพื้นที่ชื่อว่า “Caelid”—ดินแดนที่พระเจ้าเองยังทอดทิ้ง

Caelid เป็นที่แห่งความตายแดง โรคร้าย วิญญาณบิดเบี้ยว และมังกรเน่าที่ไร้ปีก มันไม่ใช่แค่ดินแดน แต่คือคำสาปที่มีลมหายใจ ทุกย่างก้าวที่ข้าเดินลงไปในผืนแผ่นดินของ Caelid ร่างกายข้าสั่นเทา แม้ไม่ได้หนาว แต่เหมือนมีอะไรในดินพยายาม “ดูด” สติและชีวิตออกไปจากข้า

ฟ้าเหนือศีรษะเป็นสีแดงเข้ม ดินแห้งแตกเป็นริ้ว ราวกับโลกกำลังจะแตกในทุกลมหายใจที่ข้าสูดเข้าไป ข้าต้องวิ่ง หนี และหลบเลี่ยง “Rot Dragons” มังกรที่เน่าเปื่อยจนเห็นโครงกระดูก และส่งกลิ่นเหม็นจนข้าจะอาเจียนตลอดเวลา

ในที่สุด ข้าก็มาถึง Fort Faroth ป้อมปราการที่ถูกมังกรตัวหนึ่งเฝ้าอยู่—ไม่ใช่มังกรมีชีวิต แต่มังกรขนาดยักษ์ที่เหมือน “ตายทั้งเป็น” มันนอนนิ่งบนป้อมราวกับหลับใหล แต่ข้ารู้ว่า…แม้เพียงก้าวเบา ๆ ก็อาจปลุกมันขึ้นได้

ข้าจึงคลานใต้เงาของมัน ค่อย ๆ เข้าไปในตัวป้อม ผ่านซากศพของทหารที่ถูกสาป และเสียงกระซิบจากวิญญาณที่ไม่อาจหลุดพ้น และที่นั่นเอง ข้าได้พบชิ้นส่วนที่สองของ Dectus Medallion

เมื่อรวมสองชิ้นเข้าด้วยกัน พลังเวทบางอย่างแผ่พุ่งออกมาราวกับสายฟ้าเงียบงันในท้องฟ้า ข้ากลับมาสู่หน้าลิฟต์ใหญ่แห่ง Dectus ลิฟต์ที่สร้างจากกลไกโบราณ เสาต้นยักษ์หมุนเคลื่อนไหวทีละส่วน พร้อมกับเสียงโลหะกระทบกันราวกับเสียงของกงล้อชะตากรรม

ข้าหยิบเหรียญขึ้นเหนือหัว แสงสีทองพุ่งขึ้น และลิฟต์ก็เริ่มเคลื่อนตัวขึ้นสู่ฟ้า…

ตอนที่ 5.2: ที่ราบทองคำ – แสงที่ไม่มีวันให้อภัย

เมื่อลิฟต์ใหญ่แห่งเดกตัสเคลื่อนตัวถึงยอดสุด เสียงของโลหะเก่าแก่ที่เคลื่อนไหวเงียบลง พร้อมกับทิวทัศน์เบื้องหน้าที่ทำให้ข้าต้องกลั้นหายใจ ที่ราบ Altus Plateau ปรากฏตรงหน้าข้าราวกับโลกอีกใบ แผ่นดินสีทองอร่ามขยายตัวกว้างไกลสุดสายตา ต้นไม้ใบไม้เปล่งแสงอ่อน ราวกับโลกนี้กำลังอยู่ในยามบ่ายนิรันดร์ ผีเสื้อทองบินล้อสายลม ชนกันเป็นฝุ่นระยิบระยับในอากาศ เสียงใบไม้กระทบกันเบา ๆ คล้ายบทเพลง

แต่…ไม่มีเสียงของชีวิต

ที่นี่ไม่มีเสียงนก ไม่มีเสียงคน ไม่มีเสียงของเวลา มีเพียงความสงบที่สงสัยไม่ได้ ความเงียบของที่นี่เหมือนคำสาบานจากโลกอื่น เป็นความงามที่คอยดูดกลืน และเฝ้ารอให้ใครสักคน “ยอมจำนน”

ข้าก้าวเท้าเข้าสู่ Altus Plateau และรู้ได้ทันทีว่า ข้ามิใช่ผู้แรกที่มาที่นี่ โครงกระดูกเกราะทองจำนวนมากวางเกลื่อนตามทางราวกับเคยมีศึกใหญ่ บางร่างยังคงกำดาบไว้แน่น บางร่างหลงเหลือแค่เงาไหม้บนพื้น

ข้าเดินต่อไปตามทางลาดผ่านทุ่งหญ้าแสงทอง และได้พบกับขบวนอัศวินเงาที่เดินโดยไร้คำพูด พวกเขาคือผู้ติดตามแห่ง Leyndell เมืองหลวงโบราณ พวกเขาไม่ได้สู้ พวกเขา “ทดสอบ” ข้า เหมือนกับว่า ข้า…คือผู้ถูกเลือก ที่จะถูกเปิดทางเข้าสู่ศูนย์กลางของโลก

แต่ก่อนจะไปถึงเมืองหลวง ข้าต้องข้ามผ่านด่านแรก: ปราการแห่งหมอก

ที่แห่งนั้นข้าพบ “ลอเรียล” อัศวินผู้ถือธงสลักตราแห่งเรเดอร์ เธอยืนขวางทางไว้ สวมเกราะเงินที่ส่องประกายในแดด และพูดกับข้าด้วยน้ำเสียงสงบว่า

“ผู้ถือเถ้าธุลี เจ้ายังไม่พร้อม เจ้ายังมองไม่เห็นว่า ‘แสง’ นี้ มันกลืนกินมากกว่าให้ชีวิต”

ข้าไม่ตอบ ข้าเพียงยกดาบขึ้น และก้าวเข้าไปหาเธอ

การต่อสู้ครั้งนี้ไม่เหมือนที่ผ่านมา มันไม่ใช่ความโกรธ มันไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่มันคือการ “ยืนยันความตั้งใจ” ของทั้งสองฝ่าย ดาบของข้าและหอกของเธอกระทบกันท่ามกลางกลีบใบไม้ทองที่ร่วงลงมา เหมือนเราสองคนกำลังร่ายระบำให้กับสิ่งที่สูงกว่า ทั้งแสง ทั้งศรัทธา

เธอฟาดหอกจนข้าล้มลง แต่ข้ายังลุกขึ้น เธอยิ้ม แล้วกล่าวว่า

“เช่นนั้น…เจ้าจงผ่านไป”

ก่อนจะหายไปพร้อมลมทอง

ข้าก้าวเข้าสู่ “Shaded Castle” ปราสาทที่อยู่ในร่มเงาของหน้าผาใหญ่ เป็นที่หลบซ่อนของเหล่าทหารที่เคยถูกขับออกจากศูนย์กลาง พวกเขาไม่ยอมตาย ไม่ยอมจากไป แต่กลายเป็น “ผู้ลืมเลือน” พวกเขาไม่พูด ไม่ขยับ เหมือนรูปปั้น แต่กลับโจมตีข้าทันทีที่ข้าเผลอ

ภายในปราสาทเต็มไปด้วยพิษ สีเขียวเข้มแผ่ปกคลุมทุกมุม อากาศที่หายใจเข้าไปเริ่มทำให้ข้ามึนหัว แขนขาหนักอย่างไร้เหตุผล ข้าต้องเดินผ่านกับดัก กลไกใบมีด และเสียงหัวเราะของเด็กที่ไม่มีตัวตน จนในที่สุด…ข้าพบเจ้านายแห่งปราสาท เขาคือ ชายผู้ไม่มีชื่อ ผู้ถูกสาปให้ไม่มีเสียงพูด ไม่มีความตาย และไม่มีวันจากไป

ข้าสู้กับเขาด้วยดาบ มือเปล่า เลือด และแรงที่หลงเหลือจากโลกก่อนหน้า ข้าล้มเขาลง พร้อมกับสิ่งที่เหมือนเสียงกระซิบสุดท้ายว่า

“ขอบคุณ…ที่จำเรา”

เมื่อออกจาก Shaded Castle ข้าก็เริ่มเห็นกำแพงของเมืองหลวง Leyndell อยู่ไกลลิบ เมืองทองที่ข้าถูกเล่าถึงมาตลอดชีวิต มันตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางเมฆ แผ่รัศมีราวกับดวงตะวันที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ ข้าได้ยินเสียงแตรโบราณจากที่นั่น แตรที่ไม่ได้เป่าเพื่อต้อนรับ แต่เป่าเพื่อบอกว่า “ผู้มาใหม่กำลังมา”

และข้านี่แหละ…คือผู้มาใหม่ที่พวกเขารอ

ตอนที่ 5.3: เมืองหลวงแห่งทองคำ – บัลลังก์ที่ไร้ผู้นั่ง

หลังจากเดินทางผ่านหมอกทองของที่ราบ Altus Plateau ข้าก็ได้ยืนอยู่หน้ากำแพงเมืองหลวงแห่ง Leyndell กำแพงสูงตระหง่านที่ทำจากหินขาวปนทอง สลักลวดลายของเทพเจ้าและมังกร กลิ่นอายของอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ยังคงอยู่บนร่องรอยของหินและควันจากคบเพลิงที่ไม่มีใครจุด

แต่สิ่งแรกที่ข้าต้องเผชิญก่อนเข้าสู่เมืองหลวง…ไม่ใช่ทหาร ไม่ใช่มังกร ไม่ใช่ด่าน

แต่คือ “มังกรทองแห่งการพิพากษา”
มันยืนขวางประตูสูงสุดของเมือง ร่างกายขนาดมหึมาเกือบเท่ากำแพง ดวงตาที่ไร้ม่านตาจ้องลึกเข้ามาในวิญญาณ มันไม่ใช่สัตว์อสูรธรรมดา แต่มันคือสิ่งที่เหล่าผู้ปกครองสรรค์สร้างขึ้นเพื่อเป็น “ผู้พิพากษา” ผู้ที่ไร้ค่าจะถูกเผาทั้งเป็น ผู้ที่สั่นไหวจะถูกกลืนในลมหายใจสุดท้าย

แต่ข้าคือผู้ที่ลุกขึ้นจากเถ้าธุลี ข้าคือผู้ที่เดินผ่านมรณะแห่งหมอก ผู้ที่ถูกเลือก…โดยไม่มีใครเลือก

ข้าต่อสู้กับมังกรทองอย่างไม่ลังเล เปลวเพลิงของมันทำให้ท้องฟ้าทั้งเมืองสว่างราวกับยามเที่ยง แต่ในเปลวไฟนั้น ข้าเห็น “ความกลัว” ของมัน มังกรนี้ไม่ได้ปกป้อง—แต่มัน “กักขัง” มันกลัวสิ่งที่อยู่ในเมือง…มากกว่าสิ่งที่อยู่นอกเมือง

เมื่อข้าฟาดดาบครั้งสุดท้ายลงบนอกของมัน ร่างของมังกรค่อย ๆ สลายกลายเป็นทรายทองปลิวไปในลม ข้าจึงเดินเข้าสู่เมืองที่รอคอยมาเนิ่นนาน

Leyndell มิใช่เพียงเมือง แต่มันคือหลุมฝังความจริง บันไดที่ทอดยาวหลายพันขั้น หอคอยสูงสุดที่ยังไม่มีใครกล้าขึ้นไป แผ่นหินที่ร้องเพลง…เสียงของอดีต

ท้องถนนของเมืองเต็มไปด้วยทองคำแห้งปนฝุ่น บางจุดมีโครงกระดูกที่กลายเป็นทองแข็งราวกับถูกสาปให้เป็นรูปปั้น ทหารทองที่ยืนเงียบไม่ขยับ แต่ดาบในมือพร้อมฟาดทุกเมื่อ เสียงน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกทิ้งร้างดังก้องราวเสียงร้องของเทพเจ้าที่ถูกลืม

ข้าเดินผ่านโถงยักษ์ที่ตกแต่งด้วยเสาหินสูงล้ำ ผ้าธงสีขาวปนทองแขวนเฉียงราวกับถูกลมแห่งยุคเก่าฉีกออก มีซากศพของเทพเจ้านั่งกอดเข่าอยู่หน้าวิหารใหญ่ ร่างของพวกเขามิได้ถูกฆ่า…แต่คือผู้ที่ “นั่งรอ”

ที่ใจกลางของเมือง ข้าพบ บัลลังก์ว่างเปล่า

ไม่มีราชา ไม่มีเทพ ไม่มีคำพูดใดในห้องนั้น มีเพียงเงาสะท้อนของข้าเอง…ผู้ไร้ตำแหน่ง ไร้สายเลือด แต่กลับมายืนตรงจุดนี้

และเบื้องหลังของบัลลังก์…มีประตูบานหนึ่ง เปิดไว้เพียงครึ่งเดียว ส่งกลิ่นอับเก่าของโลกที่ไม่ควรมีอยู่

ข้าก้าวเข้าไปข้างใน และได้พบ “สิ่งที่อยู่ใต้เมือง”

ที่นั่นคือ “Deep Root Depths” รากลึกของต้นไม้โลก ที่ซึ่งเทพเจ้าถูกฝัง ความบ้าคลั่งถูกกลืน และความตายไม่ยอมปล่อยให้ใครเป็นอิสระ

ข้าพบวิญญาณของราชาองค์เก่า ผู้หลอมรวมกับรากไม้ พูดเพียงคำเดียวว่า:

“เจ้าจะเผาเพื่อเริ่มใหม่…หรือเจ้าจะฝังสิ่งนี้ตลอดไป?”

ข้าไม่มีคำตอบ

แต่ข้ารู้ว่า ข้ายังมีเส้นทางอีกยาวไกล—ทั้งสวรรค์และนรกยังรอข้าอยู่

ข้ากลับขึ้นสู่เมืองหลวงอีกครั้ง และเมื่อมองออกไปนอกกำแพงทอง ข้าเห็นเส้นทางใหม่ที่ทอดไปไกลยิ่งกว่า Altus Plateau

เส้นทางที่ไม่มีชื่อ เส้นทางที่ไม่มีผู้กล้าคนใดกลับมาเล่า

แต่ข้า…จะไป

ไม่ใช่เพราะข้าอยากเป็นราชา
ไม่ใช่เพราะข้าต้องการอำนาจ
แต่เพราะข้าอยากรู้ว่า “ปลายทางของโชคชะตา” จริง ๆ แล้วมันคืออะไร

 

ตอนที่ 6: ภูเขาแห่งยามสาย – เปลวไฟที่เผาทั้งอดีตและอนาคต

ข้าออกเดินทางจากเมืองหลวงแห่งทองคำโดยไม่มีคำร่ำลา ข้ามอง Leyndell เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่แสงแดดจะถูกเมฆหิมะบดบัง ดินแดนเบื้องหน้าข้าคือภูเขาสูงเสียดฟ้า ปกคลุมด้วยหิมะขาวบริสุทธิ์ที่ไม่มีใครแตะต้องมาเนิ่นนาน ข้ามองไม่เห็นยอดเขา เห็นเพียงไอหมอกหนาวที่ลอยต่ำเหมือนจะกลืนกินท้องฟ้า และเงาร่างขนาดมหึมาที่เคลื่อนไหวอยู่ภายในม่านหิมะ

ทางเดียวที่จะขึ้นไปคือ โซลจากสายน้ำของโซเฟีย ผ่านหุบเขาที่เต็มไปด้วยซากสิ่งมีชีวิตที่แข็งตัวเป็นหิน ทหารที่เคยต่อสู้ถูกแช่แข็งทั้งร่างในท่ากวัดแกว่งดาบ ศัตรูที่ไม่สามารถตายได้กำลังเดินวนในวังวนของตนเอง ช้า ชัด และไร้จุดหมาย ข้าหลบ หลบ และหลบ ผ่านเสียงหอนของพายุ และเสียงกระซิบของคนตาย

เมื่อข้าก้าวเข้าสู่เขตภูเขา แสงแดดก็หายไปทันที โลกทั้งใบกลายเป็นสีน้ำเงินและขาว เสียงทุกอย่างเบาลงจนข้าได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจของตนเอง เหงื่อของข้าเย็นเหมือนหยดน้ำค้าง และข้าต้องคอยหยุดทุก ๆ ย่างก้าวเพื่อฟังว่า “มีอะไรบางอย่างกำลังตามมาอยู่หรือไม่”

สิ่งแรกที่ต้อนรับข้าคือพวก ไฟร์โกล์ม (Fire Monks) นักบวชเพลิงผู้หลงใหลในเปลวไฟบริสุทธิ์ พวกเขาไม่ได้พูด ไม่ได้ถาม พวกเขาเพียงยื่นคบเพลิงขึ้น แล้วไล่ล่าข้าราวกับสัตว์ป่า เพราะพวกเขาเชื่อว่า “ผู้จะเข้าถึงเปลวไฟ ต้องเผาตัวเองก่อน” ข้าหลบหนีและต่อสู้ในป่าหิมะ ต้นไม้สูงใหญ่ที่เหมือนจะก้มลงฟังเสียงความตาย ข้าฟันพวกเขาล้มลงคนแล้วคนเล่า แต่ใบหน้าใต้หน้ากากของพวกเขาทุกคนเหมือนกัน…ไร้ตา มีเพียงรอยยิ้ม

ข้าเดินต่อไปจนเจอร่างยักษ์ที่เหมือนภูเขาเคลื่อนไหวได้ พวกมันคือ เหล่ายักษ์แห่งภูเขาไฟ (Fire Giants) สิ่งมีชีวิตที่หลงเหลือจากยุคก่อนเทพ สิ่งที่พระเจ้าทั้งหลายพยายามลบล้าง แต่มันยังคงอยู่ และยัง “จำได้”

ข้าสู้กับยักษ์ตัวหนึ่ง…ยักษ์ที่ตาข้างหนึ่งถูกเย็บปิดด้วยเหล็ก และอีกตาเต็มไปด้วยไฟ มันไม่ได้โกรธ แต่เศร้า มันไม่พูด แต่คำรามของมันกลับฟังเหมือน “คำขอโทษ”

ข้าต้องล้มมันลงเพื่อเดินต่อไปบนเส้นทางแห่งเปลวไฟ

และที่สุดของเส้นทางนั้น ข้าได้พบกับ Forge of the Giants เตาหลอมขนาดมหึมาที่สูงเท่าภูเขา เปลวไฟในนั้นเงียบสงัด แต่มันคือเปลวไฟที่เผาผลาญแม้แต่โชคชะตา ข้ายืนอยู่หน้าปากปล่องของ Forge และเมลินาก็ปรากฏตัว

เธอยืนข้างข้า—เงียบ งดงาม และเด็ดเดี่ยว
เธอบอกว่า “นี่คือจุดที่เธอรอเจ้า”
เธอไม่ใช่ผู้เดินตามข้า แต่เธอคือผู้ที่นำทางข้ามาทั้งหมด

“เพื่อเปิดเส้นทางสู่โลกใหม่ เปลวไฟต้องถูกปลุก และเจ้า…ไม่ใช่ผู้ที่จะตกลงไปในนั้น”

เธอเดินเข้าไปในเปลวไฟ
เธอยอมสละทุกสิ่งเพื่อให้ข้าเดินต่อ
เธอกลายเป็น “เปลวเพลิงแห่งการปลดปล่อย”

ข้าไม่สามารถพูดอะไรได้…ทำได้แค่ยืนนิ่ง และรู้ว่า—ข้านั้นเปลี่ยนไปแล้ว

Forge เผาไหม้ แผดเผาฟ้า แผดเผาอดีต แผดเผาความหวัง และเปิดทางสู่ “เมืองสุดท้าย”
เมืองที่อยู่เหนือทุกสิ่ง—เมืองของเทพเจ้า
เมืองที่โชคชะตาจะสิ้นสุด

ข้ากำลังจะก้าวเข้าสู่ Crumbling Farum Azula
สถานที่ที่ไม่ควรมีอยู่
ที่ที่เวลาแตกสลาย
ที่ที่เทพเจ้าหลับใหล
และความจริงสุดท้าย…รอข้าอยู่

ตอนที่ 7.1: ฟารุมอาซูลา – เมืองลอยฟ้าที่ไม่มีวันจบ

หลังจากเมลินาเผาตนเองในเปลวเพลิงของยักษ์ โลกทั้งใบก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไป ข้าไม่ได้เดินทางต่อ—แต่ “ตื่นขึ้น” ในสถานที่ซึ่งไม่อาจบอกได้ว่าเป็นความฝันหรือความจริง ไม่มีดิน ไม่มีฟ้า ไม่มีขอบฟ้า มีเพียงเศษแผ่นดินลอยกลางอากาศ ท่ามกลางพายุที่บิดเบี้ยวและเมฆสีเทาอมน้ำตาลที่หมุนวนเป็นเกลียวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

นั่นคือ Crumbling Farum Azula เมืองลอยฟ้าที่ไม่มีเส้นทางเข้าสู่และไม่มีใครเคยกลับออกมา เสียงแรกที่ข้าได้ยินในที่แห่งนี้ไม่ใช่เสียงสายลม แต่เป็นเสียงหัวใจตนเอง—ที่เต้นช้าลง เหมือนโลกกำลังกลืนข้าลงไปช้า ๆ

ข้าเดินบนพื้นหินที่แตกร้าวเหมือนเศษซากของเวลา อาคารที่พังแล้วพังอีก แล้วกลับมายืนอยู่ในรูปเดิม โค้งหินที่ยุบตัว แล้วกลับยกตัวขึ้นเหมือนไม่เคยล้ม ท้องฟ้าที่หมุนช้า ๆ ราวกับโลกกำลังตายซ้ำแล้วซ้ำอีก

สิ่งมีชีวิตที่นี่ไม่เหมือนที่ใดบนแผ่นดิน มันไม่ใช่อสูร ไม่ใช่เทพ ไม่ใช่คน มันคือเงาของความทรงจำ—นักรบโบราณที่ถูกลืม วิญญาณสุนัขยักษ์ที่มีตาสามดวง และอัศวินมังกรที่เปล่งแสงเป็นประกายสีดำเงิน ทุกตัวตนที่นี่ดูเหมือนไม่มีวันตาย…แต่ก็ไม่เคยมีชีวิต

ข้าเดินผ่านสะพานที่ลอยอยู่กลางอากาศ มีบางจุดที่ลมหอบเศษซากของมันขึ้นมา แล้วต่อใหม่ราวกับโลกกำลังหาทางซ่อมตัวเอง เส้นทางไม่มั่นคง พื้นที่สั่นไหว แม้แต่เวลาเองก็เริ่ม “สะดุด” เสียงฝีเท้าของข้ากลายเป็นเสียงที่เกิดขึ้นก่อนเท้าจะตกกระทบ

ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในความฝันที่รู้ว่ากำลังฝัน แต่ไม่สามารถตื่น

ณ ใจกลางของโถงโบราณ ข้าได้พบ Beast Clergyman ชายร่างเล็กในผ้าคลุมขาดรุ่งริ่ง มือกุมไม้เท้า ดวงตาที่เต็มไปด้วยไฟ เขาไม่ได้พูด เขาเพียงเฝ้าดู เฝ้ารอ และเมื่อข้าเข้าใกล้ เขาก็โจมตีด้วยพลังที่ขัดกับรูปลักษณ์

การต่อสู้ระหว่างเราคือบทพิสูจน์—ว่าใจที่สั่นไหว จะสามารถคงความมั่นคงไว้ท่ามกลางการล่มสลายได้หรือไม่

แต่ทันใดนั้น เขาแผ่รัศมีสีดำออกจากร่าง และกลายเป็น มังกรแห่งมรณะMaliketh, the Black Blade

เขาไม่ใช่ปีศาจ ไม่ใช่เทพ แต่คือ “ผู้รักษาความตาย” เขาคือดาบสุดท้ายที่คอยตัดสิ่งที่ควรจบให้อยู่ในความตายตลอดกาล

เสียงดาบของเขาร้องเหมือนเสียงสุดท้ายของจักรวาล ฟาดเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำให้เลือดข้าละลาย ข้าล้มซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ทุกครั้งที่ลุกขึ้น เสียงหนึ่งในใจกลับแข็งแกร่งขึ้น มันบอกว่า

“เจ้ามาถึงที่นี่ไม่ใช่เพื่อรอด…แต่เพื่อเข้าใจ”

ข้าสู้จนสุดกำลัง แผลสุดท้ายที่ฟาดลงบน Maliketh คือแผลที่เขารออยู่ มันไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของเขา…แต่มันคือการยอมจำนน

“เจ้าจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกับเงา หรือเจ้าจะสร้างแสงใหม่…”

เสียงเขากระซิบ ก่อนที่ร่างเขาจะแตกออกเป็นละอองทอง-ดำ ที่ลอยหายไปกับลมของ Farum Azula

ข้ายืนอยู่กลางเศษซากของเมืองลอยฟ้า เสียงทุกอย่างเงียบลง ดินฟ้าเหมือนหยุดหมุน

และประตูหนึ่งก็เปิดขึ้นต่อหน้า—ประตูที่ไม่ใช่ประตูธรรมดา แต่มันคือ “ทางเลือก”

ข้าจะต้องก้าวผ่านเพื่อไปสู่ตอนจบของทุกสิ่ง
จุดที่ทุกอย่างจะถูกตัดสิน
และไม่มีวันหวนคืน

เมืองหลวงแห่งเถ้าถ่าน – เสียงสุดท้ายของโลกใบเก่า

เมื่อประตูจากฟารุมอาซูลาถูกเปิดออก ข้าก็ถูกแรงบางอย่างดูดกลืนเข้าสู่ท้องฟ้าที่ไม่มีพื้น ไม่มีทิศ ไม่มีปลายทาง ร่างข้าเหมือนล่องลอยอยู่ในช่องว่างระหว่างสรรพสิ่ง เวลาหยุดนิ่ง แรงโน้มถ่วงลืมว่าควรทำหน้าที่อะไร และดวงตาของข้ามืดลง ก่อนจะตื่นขึ้นอีกครั้งในสถานที่ที่ดูคุ้นเคย…แต่ไม่เหมือนเดิม ที่นั่นคือ เมืองหลวงเลย์นเดล…ในสภาพที่ไม่เหลือสิ่งใดเลย ทุกอย่างที่เคยส่องประกายด้วยทองคำและศรัทธา บัดนี้กลายเป็นเถ้าถ่าน พังทลาย บิดเบี้ยว เสาค้ำฟ้าโค้งงอ บันไดที่เคยทอดยาวไปยังหอคอยสูงสุดกลายเป็นเพียงเนินดินสีดำ และที่สำคัญ—ไม่มีเสียง ไม่มีลมหายใจของมนุษย์ ไม่มีแม้แต่เสียงร้องของวิญญาณที่เคยหลงเหลืออยู่

ที่นี่คือ Leyndell, Ashen Capital
ไม่ใช่เมืองอีกต่อไป
แต่เป็นซากแห่งอดีตที่ถูกโลกเผาทิ้งอย่างไม่ใยดี

ข้าเดินบนผืนดินที่เต็มไปด้วยเถ้าถ่าน ดินเปลวที่กลืนแม้กระทั่งร่องรอยของประวัติศาสตร์ ร่างของข้าเริ่มหนักขึ้นในทุกย่างก้าว ไม่ใช่เพราะแรงโน้มถ่วง แต่เป็นน้ำหนักของความจริงที่แผ่พุ่งจากที่นี่

เงาเดิมที่เคยเคลื่อนไหวใน Leyndell บัดนี้กลายเป็นโครงกระดูกทองที่ยังเดินได้ อัศวินที่ถูกไฟเผายังคงจับดาบไว้แน่น เหมือนรอศึกที่ไม่เคยมาถึง ข้าต้องต่อสู้กับพวกเขาท่ามกลางซากเสาและเปลวไฟเงียบที่ไม่เคยดับ ข้าฟัน ฝ่าฟัน กระเสือกกระสนข้ามสิ่งที่หลงเหลือจากอำนาจเดิม

และที่กลางเมือง ข้าพบกับเศษซากของบัลลังก์ทองที่เคยตระหง่าน บัดนี้กลายเป็นแค่เถ้าเกาะรวมกันเป็นรูปทรงเหมือนร่างคน เหมือนจะมีใครเคยนั่งอยู่ตรงนั้น…แล้วหลอมรวมกับความพังทลายของเมือง

เสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้างหลังเงาควันนั้น เสียงทุ้มหนักที่ค่อย ๆ แปรเป็นเสียงคำราม

มันคือเขา—Sir Gideon Ofnir, the All-Knowing

อดีตพันธมิตรที่เคยให้ความรู้ ข้อมูล และทางเลือกแก่ข้า บัดนี้เขาคือศัตรู เขามองข้าด้วยแววตาเยือกเย็นเหมือนนักวิชาการที่เห็นวิญญาณที่ตนเองเคยคาดเดาไม่ได้

“ข้ามิใช่ผู้พ่ายแพ้ต่อไฟ แต่ข้าปฏิเสธแสงนั้น ข้าคือผู้รู้ทุกสิ่ง และผู้ที่รู้ย่อมไม่ยอมก้มหัวให้ใคร แม้แต่เจ้า ผู้ที่ไฟเลือก”

คำพูดของเขาคือคำตัดสิน การต่อสู้เริ่มขึ้นทันทีโดยไม่ต้องมีคำพูดอีก เขาใช้เวทมนตร์ทุกบทที่เคยแนะนำข้า เสียงของคาถาแต่ละคำเหมือนหมุดตอกลงในวิญญาณ ข้าต้องหลบ ฟัน และสู้กับเขาราวกับกำลังตัดสัมพันธ์กับโลกเก่า

ข้าไม่ได้เอาชนะเขาด้วยพลัง
แต่ข้าฆ่าเขาด้วย “ศรัทธา” ของตัวเอง
เพราะข้ายัง “เชื่อ” ว่าเส้นทางข้ามีจุดหมาย แม้ปลายทางนั้นจะมืดมน

Sir Gideon ล้มลงพร้อมกับเสียงหัวเราะเบา ๆ

“บางที…เจ้ารู้มากกว่าข้าแล้วจริง ๆ”

เมื่อข้าผ่านพ้นเขา ข้าก็เดินขึ้นไปยังยอดปราสาทสุดท้าย ที่ซึ่งฟ้าหม่นและเถ้าไฟปะทะกันจนกลายเป็นท้องฟ้าที่ไม่มีสี

ที่นั่น ข้าต้องเผชิญหน้ากับเขา—ราชาแห่งเถ้าถ่าน Godfrey, First Elden Lord

เขายืนสูงใหญ่ เสียงฝีเท้าแต่ละก้าวของเขาทำให้พื้นเมืองสั่นสะเทือน แสงที่เหลือเพียงเล็กน้อยสะท้อนกับกล้ามเนื้อเปลือยเปล่าที่เต็มไปด้วยแผลและรอยเลือด เขาคือราชาคนแรก—ผู้เริ่มต้น ผู้ถูกขับไล่ ผู้ไม่เคยถูกลืม

เขาไม่กล่าวอะไร เขาเพียงพุ่งเข้ามาด้วยพลังที่ไม่ใช่ของมนุษย์ ดาบขวานในมือของเขาสั่นเหมือนสัตว์ร้ายที่ยังมีชีวิต ทุกการโจมตีของเขาคือคำถามว่า “เจ้าแน่ใจหรือไม่ว่าจะเดินต่อ?”

ข้าสู้ ข้าล้ม ข้าลุก ข้าฟันซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนร่างของ Godfrey เริ่มเปลี่ยนไป…เขาสลัดร่างของราชาออก กลายเป็นอสูรแห่งสายฟ้า Hoarah Loux ตัวตนดั้งเดิมของเขาที่ไม่ได้เป็นเจ้า…แต่เป็นนักฆ่า

การต่อสู้ครั้งที่สองดุเดือดยิ่งกว่าครั้งไหน แผ่นดินสะเทือน พื้นถล่ม ฟ้าผ่าทุกครั้งที่เขาคำราม แต่ข้า—ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป

เมื่อข้าฟาดดาบสุดท้ายลงบนเข่าเขา ร่างของเขาทรุดลง และกล่าวเพียงคำว่า

“จงเดินไป ข้าเคยทำเพื่อเจ้าเช่นกัน…”

และเขาก็เงียบลง ท่ามกลางพายุของเถ้า

ข้ายืนอยู่คนเดียว ท่ามกลางเมืองที่ไร้ผู้ปกครอง ท่ามกลางเถ้าถ่านของยุคสมัย

และเบื้องหน้าข้า…คือเส้นทางสุดท้าย

เส้นทางที่ไม่มีชื่อ เส้นทางที่ไม่มีใครรอข้าอยู่ เส้นทางที่ข้าจะได้พบกับสิ่งที่อยู่เหนือความตาย เหนือโชคชะตา และเหนือคำว่า “พระเจ้า”

ผู้พิทักษ์วงแหวนและแสงที่ไม่อาจหวนคืน

เมื่อ Hoarah Loux ล้มลง ท้องฟ้าเหนือเมืองก็แยกออก เสียงกรีดร้องของจักรวาลที่เคยสงบนิ่งเริ่มกลับมาเป็นลำดับ เสียงฟ้าร้อง…ที่ไม่ได้มาจากฟ้า แต่จาก “ใจกลางของสิ่งที่โลกเรียกว่าความจริง” แผ่นดินสั่นสะเทือนอีกครั้ง ผืนฟ้ากลายเป็นสีเทาเงินเหมือนเหล็กหลอม และกลีบดอกไม้ทองที่ไม่ควรเบ่งบานก็โปรยลงราวกับเศษฝุ่นวิญญาณ

เบื้องหน้าข้า—ทางเดินหินเก่าแตกออก เผยให้เห็นทางลาดที่ทอดไปยังสิ่งที่คล้ายแท่นบูชา รูปทรงของมันไม่ใช่จากโลกนี้ แผ่นศิลาเหมือนลอยอยู่โดยไม่มีแรงยึดเหนี่ยว ทอดยาวออกไปสู่ความว่างเปล่า ที่ซึ่งไม่มีเวลา ไม่มีทิศ ไม่มีคำตอบ มีเพียงความรู้สึกว่า… “ที่นี่แหละคือปลายทาง”

ข้าเดินไปทีละก้าว หัวใจเต้นในจังหวะที่ผิดปกติ ร่างกายเบาเหมือนเถ้า แต่หัวหนักเหมือนมีอดีตทั้งชีวิตแบกอยู่บนบ่า เสียงกระซิบเริ่มกลับมาอีกครั้ง—เสียงของทุกผู้คนที่เคยพบระหว่างทาง เสียงของศัตรูที่ล้มลง เสียงของมิตรที่เคยหายไป เสียงของเมลินา เสียงของตนเองในยามที่อ่อนแอที่สุด

และเมื่อข้าไปถึงสุดทาง… ที่นั่นคือ Elden Throne
แท่นบูชาที่ไร้พระเจ้า
ตำแหน่งที่ไม่มีผู้ครอบครอง
และไฟที่มอดแล้วในหัวใจของจักรวาล

แต่ในวินาทีนั้น…บางสิ่งปรากฏ

Radagon

เขายืนอยู่ตรงหน้า—ร่างสีทองแยกออกจากตัวตนของเทพธิดา Marika เขาคือ “ครึ่งหนึ่งของพระเจ้า” เขาไม่พูด ไม่มีบทสนทนา ไม่มีความเข้าใจ มีเพียง “การปฏิเสธ” ที่แผ่ออกมาเป็นแรงกระแทก ข้าแทบไม่ทันตั้งตัวเมื่อเขาพุ่งเข้ามา ดาบของเขาคือศรัทธา เสียงฟาดของเขาคือการตัดสิน ข้ารับแรงปะทะที่ไม่ควรอยู่ในโลกนี้ และรู้ทันทีว่า การต่อสู้ครั้งนี้…ไม่ใช่แค่เพื่อชัยชนะ แต่มันคือการข้ามผ่าน “รูปแบบของพระเจ้า”

ข้าต่อสู้จนสุดพลัง และในที่สุด เมื่อ Radagon ทรุดลง
…นั่นคือจุดเริ่มต้นของ “การแตกสลายที่แท้จริง”

โลกสั่นสะเทือน ท้องฟ้าฉีกออก และจากใต้พื้นของ Elden Throne…
ตัวตนที่แท้จริงของ Elden Beast ก็ปรากฏ

มันไม่ใช่พระเจ้า ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ปีศาจ
แต่มันคือ “คำจำกัดความของจักรวาล”
รูปร่างของมันเปล่งแสงราวอัญมณี ดุจดั่งปลา มังกร เทพธิดา และดารา รวมเป็นหนึ่งเดียว
มันไม่พูด แต่การมีอยู่ของมันคือข้อความหนึ่งประโยค

“เจ้าจะรวมวงแหวนนี้ใหม่ได้หรือไม่?”

การต่อสู้กับ Elden Beast เหมือนการพุ่งเข้าชนกับสัจธรรม ดาบของมันฟาดเป็นคลื่นของกาลเวลา เสียงมันสะท้อนเป็นโน้ตดนตรีที่แทงลึกถึงเส้นประสาทของจิตใจ ข้าไม่ได้ต่อสู้เพียงร่างกาย แต่สู้กับความไม่แน่นอนในตัวเอง คำถามในใจย้อนกลับมาอีกครั้ง—ข้ามาทำไม? ข้าควรเป็นอะไร?

แต่ข้าฟาดดาบ…ด้วยศรัทธาเดิมที่ไม่มีใครให้
ศรัทธาที่ก่อตัวขึ้นตลอดทางของผู้ไร้นาม
เมื่อดาบสุดท้ายของข้าแทงผ่านหัวใจเรืองแสงของ Elden Beast—ทุกอย่างก็ “เงียบ” ลงอีกครั้ง

ไม่มีเสียง ไม่มีแสง ไม่มีอะไรเลย
มีเพียง “ข้า”

ข้ายืนอยู่ต่อหน้าแท่นบูชา…ไม่มีใครอีกแล้ว ไม่มีเทพ ไม่มีผู้ปกครอง ไม่มีคำสั่ง

และที่นั่นเอง…โลกเอ่ยปากถามข้าอย่างช้า ๆ ผ่านลมหายใจสุดท้าย

“แล้วเจ้าเล่า…จะทำอย่างไร?”

ตอนที่ 8: วงแหวนใหม่ – เลือกของผู้เถ้าธุลี

เมื่อ Elden Beast สลายร่าง กลายเป็นเส้นแสงสีทองที่สั่นไหวและล่องลอยขึ้นสู่ฟ้า เสียงจักรวาลเงียบลง ราวกับทุกสรรพสิ่งในโลกนี้กำลังรอฟังคำตัดสินที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยออก ข้าคือสิ่งเดียวที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางซากของโชคชะตาที่ถล่มทลายลงเบื้องหลัง ข้าเดินไปช้า ๆ บนพื้นแผ่นหินของ Elden Throne เถ้าถ่านยังลอยขึ้นเบา ๆ จากก้าวเท้าของข้า ดั่งเกลียวคลื่นสุดท้ายของคำสาป และเมื่อข้าก้าวไปถึงกลางแท่น… ทุกอย่างก็หยุดนิ่ง

แท่นทองแตกหักจากสงคราม เสี้ยวชิ้นวงแหวนที่เคยเชื่อมโลกเข้าด้วยกันกระจัดกระจายอยู่ตรงหน้า เสียงหนึ่งดังขึ้นในใจข้า มันไม่ใช่เสียงของเมลินา ไม่ใช่เสียงของเทพ ไม่ใช่เสียงจากใครเลย มันคือเสียงของ “ข้าเอง”

“เจ้าสามารถเชื่อมวงแหวนนี้ใหม่… หรือทิ้งมันไว้ แล้วเริ่มสิ่งใหม่ในแบบของเจ้า”

ในตอนนั้น ทางเลือกหลายทางปรากฏอยู่ตรงหน้าข้า—แยกไม่ออกว่าเป็นจริงหรือเป็นเพียงภาพลวง

หนึ่ง…ข้าสามารถรวมวงแหวน Elden Ring ใหม่ นั่งบนบัลลังก์ที่ว่างเปล่า กลายเป็น Elden Lord ที่ฟื้นฟูระเบียบของโลก ฟื้นฟูแสงที่เคยดับไป แม้จะแลกด้วยการแบกรับความเจ็บปวดของโลกไว้ตลอดกาล

สอง…ข้าสามารถจุดเปลวไฟอีกครั้ง เปลี่ยนทุกสิ่งเป็น “เปลวเพลิงนิรันดร์” ลบล้างศรัทธา ลบประวัติศาสตร์ และสร้างโลกใหม่ที่ไม่มีใครเป็นใหญ่ ไม่มีใครเป็นพระเจ้า ไม่มี Elden… มีเพียงผู้รอดและไฟ

สาม…ข้าสามารถปฏิเสธทุกสิ่ง ไม่จุดไฟ ไม่ฟื้นฟูวงแหวน ปล่อยโลกให้ย่อยสลายอยู่ในวงจรของมันเอง…สร้าง “ยุคแห่งเงา” ที่ไม่มีผู้นำ ไม่มีศรัทธา และไม่มีการจบสิ้น

สี่…เสียงหนึ่งกระซิบจากความมืด มันมาจากใต้ดิน…จาก Nokron จากเมืองของผู้ถูกลืม มันเสนอโอกาสให้ข้า “รวมเป็นหนึ่งกับดวงดาว” และกลายเป็นพันธมิตรของจักรวาลด้านนอก เปลี่ยนโลกนี้เป็นจุดเริ่มของจักรวาลใหม่ นำโลกเข้าสู่ความว่างเปล่าที่สงบ

แต่เสียงหนึ่งสุดท้าย…เบากว่าทุกเสียง กลับหนักที่สุดในใจข้า

เสียงของเมลินา

“หากเจ้ายืนอยู่ตรงนี้ นั่นคือข้าไม่ได้ตายเปล่า…เจ้าจะทำอย่างไรกับไฟที่ข้ายอมแลก?”

ข้าเงียบ

ไม่มีใครสั่งให้ข้าเลือก ไม่มีคำสาปบีบบังคับ ไม่มีโชคชะตา ข้ากลายเป็น “ผู้เลือกเอง” อย่างแท้จริง

ข้าหลับตา และยื่นมือออกไป

แสงสว่างหรือเปลวไฟ ความหวังหรือเถ้าธุลี ศรัทธาหรืออิสรภาพ

สิ่งที่ข้าเลือก…ไม่มีใครรู้

เพราะไม่มีผู้ใดอยู่ต่อเพื่อเล่าขาน

เสียงลมหายใจสุดท้ายของโลกเก่าก็เงียบลง
และโลก…ก็เริ่มต้นใหม่

ตอนที่ 9.1: เถ้าธุลีไม่จาง – ยุคใหม่ที่ไม่มีชื่อ

เถ้าถ่านยังคงลอยในอากาศ แม้เสียงของดาบจะเงียบลง แม้เปลวไฟแห่งโชคชะตาจะดับไปแล้ว แม้ผู้กล้าจะหายลับจากสายตาของโลก แต่มรดกของการเดินทางนั้นยังคงซึมลึกอยู่ในพื้นดิน ในสายลม ในผืนน้ำ และในหัวใจของผู้คนที่ยังมีลมหายใจเหลืออยู่ หลังจากสิ้นสุดการตัดสินแห่ง Elden Ring โลกไม่ได้ระเบิดหรือแหลกสลายอย่างที่ผู้คนหวาดกลัว ไม่มีไฟบาป ไม่มีการฟื้นคืนของเทพ ไม่มีมหาเทพีที่เสกปาฏิหาริย์ ไม่มีศรัทธาที่ฟื้นกลับมาจากความตาย มีเพียง…ความเงียบ และ “เวลา” ที่ค่อย ๆ ไหลกลับมาสู่โลกอย่างแผ่วเบา เหมือนแสงอาทิตย์แรกหลังพายุที่โหมกระหน่ำมาหลายศตวรรษ

Leyndell ที่เคยสูงส่ง ตอนนี้คือเพียงเงาจางบนแผนที่กำแพงทองที่พังลงแผ่นแล้วแผ่นเล่า กลายเป็นเนินดินคล้ายคลื่นในทะเลทราย ปราสาทสูงสุดที่เคยมีเสียงแตรประกาศเกียรติทุกเช้า บัดนี้มีเพียงเสียงนกฮูกทำรังบนปลายหอกที่หักคาอากาศ ท่ามกลางซากโบสถ์ที่เคยเปล่งแสงแห่งความศักดิ์สิทธิ์ เด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งวาดรูปคนบนฝาผนังด้วยถ่านก้อนเล็ก เขาไม่รู้ชื่อของบุคคลในรูป และไม่มีใครบอกเขาได้ เพราะไม่มีใครจำได้แน่ชัดว่า “ราชาคนสุดท้าย” คือใคร

โลกทั้งใบกำลังเดินหน้าด้วยแรงขับเคลื่อนใหม่—โดยไม่มีศูนย์กลาง ไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ไม่มีศาสนาเดียวที่ครองผืนแผ่นดิน ผู้คนที่รอดจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มิได้กรีดร้องหรือชูธงใด ๆ พวกเขาเพียง “นิ่ง” แล้วเริ่มทำสิ่งที่ไม่มีใครกล้าทำมานาน…นั่นคือ การใช้ชีวิตด้วยตัวเอง

ในที่ราบลิมเกรฟ ดินที่เคยปกคลุมด้วยเลือดของอัศวินตอนนี้กลายเป็นดินที่เหมาะแก่การเพาะปลูก มีกลุ่มคนกลุ่มเล็ก ๆ มาตั้งบ้านไม้ขึ้นข้างต้นไม้ที่ไม่มีชื่อ พวกเขาไม่เรียกตัวเองว่า “หมู่บ้าน” เพราะไม่รู้ว่าควรใช้กฎของที่ใด ไม่รู้ว่าควรยึดถืออะไร พวกเขาเพียงบอกกันว่า “เราจะอยู่ด้วยกันไปก่อน”

บนผืนน้ำของลิเซิร์นที่เคยสะท้อนแสงของเวทมนตร์บัดนี้กลายเป็นที่พักของกลุ่มคนผู้ไม่เคยฝึกเวท แต่หลงใหลในการเขียน กลุ่มนักแปล คนคัดลอกคัมภีร์ และเด็กกำพร้าที่ไม่มีใครสั่งให้ “ศรัทธา” พวกเขาเขียนเรื่องเล่าที่ไม่มีเทพ ไม่มีการทดสอบ ไม่มีคำสาป มีเพียงผู้คนและความเปราะบางของใจมนุษย์ เรื่องเล่าพวกนั้นถูกผูกไว้ในม้วนกระดาษและแขวนบนต้นไม้ใหญ่ตรงกลางหมู่บ้าน ทุกสัปดาห์จะมีคนมาอ่านให้กันฟังในวงไฟเงียบ ๆ และเมื่ออ่านจบ ไม่มีเสียงตบมือ…มีแต่ความเงียบที่แสนอบอุ่น

แม้แต่เมืองใต้ดินที่ถูกลืมอย่าง Nokron และ Nokstella ก็มีคนกลับไปเยือน ไม่ใช่เพื่อบูชาดาว ไม่ใช่เพื่อค้นหาความลับของจักรวาล แต่เพื่อ “ดูว่าอดีตหลับอยู่ตรงไหน” ผู้หญิงคนหนึ่งวางดอกไม้ไว้ข้างร่างโครงกระดูกของเรนนาลา แม้เธอไม่เคยพบหน้า แต่อยากขอบคุณ “ที่เธอเคยเชื่อมั่นในแสงบางอย่าง แม้มันจะมอดไปนานแล้ว”

ที่ไกลโพ้นสุดขอบชายแดนของ Caelid ซึ่งเคยเต็มไปด้วยโรคและเนื้อเน่ากลายเป็นทุ่งหญ้าสีเงิน มีดอกไม้ชนิดหนึ่งที่ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ผุดขึ้นจากหลุมที่ไม่มีชื่อ ดอกไม้สีเทาเงิน มีกลีบหกกลีบเหมือนดวงตาสลับกันเปิด-ปิด มีคนเรียกมันว่า “ดอกแห่งลมหายใจสุดท้าย” (Breathbloom) และเริ่มนำไปวางไว้ข้างศพคนตาย ไม่ได้หมายถึงความเศร้า แต่เป็นการบอกว่า “เจ้าเดินทางมาถึงแล้ว”

ทั้งหมดนี้…ไม่มีผู้นำ ไม่มีประกาศ ไม่มีคำว่า Elden ไม่มีผู้ใดกล่าวว่า “นี่คือยุคแห่ง…”

เพราะมันไม่มีชื่อ
มันคือโลกที่ “ไม่ถูกนิยาม”

มันคือโลกที่ผู้เถ้าธุลีทิ้งไว้

ตอนที่ 9.2: เสียงของผู้ที่อยู่ และเงาของผู้ที่หายไป

ใต้เงาต้นไม้ไร้ใบต้นหนึ่ง ซึ่งขึ้นกลางผืนดินแห้งในบริเวณที่เคยเป็นค่ายของกองทัพ Raya Lucaria นักเวทชราผู้หนึ่งยืนเงียบอยู่เพียงลำพัง เธอสวมผ้าคลุมสีซีดที่หลุดลุ่ยเกินกว่าจะบอกว่ายังมีศักดิ์ศรีในฐานะ “อาจารย์” แต่แววตาของเธอยังคงคมเหมือนมีดฝังเวทมนตร์

เธอคือ Sellen

เสียงฝีเท้าเด็ก ๆ วิ่งผ่านเบื้องหลังเธอ พวกเขากำลังเล่นกันกลางแสงแดดในที่ที่เคยเป็นสนามประลองของเวทอาคม บัดนี้กลายเป็นสนามเด็กเล่นที่ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีเวทยิงข้ามหัวกัน เธอมองพวกเขาด้วยรอยยิ้มที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน แล้วเอ่ยกับตัวเองเบา ๆ

“ข้าเคยเชื่อว่าความรู้เท่านั้นที่จะทำให้โลกดีขึ้น…แต่เขาไม่ได้ชนะด้วยความรู้ เขาชนะเพราะเขาไม่ยึดติดกับมัน”

มือเหี่ยวย่นของเธอค่อย ๆ วางไม้เท้าลง เธอเลือกไม่พูดกับใครอีก และเพียงแค่ “เฝ้าดู” การเติบโตของโลกใบใหม่ เหมือนอาจารย์ที่ปล่อยให้นักเรียนเดินทางต่อโดยไม่ต้องสอนอีกต่อไป

ในเมืองใต้ดิน Nokstella ซึ่งเคยส่องแสงฟ้าเย็นจากดวงดาว ปัจจุบันกลับเงียบสงบเหมือนหลับไปตลอดกาล ภายในห้องบัลลังก์หินมืดลึกสุดของพระราชวัง วิญญาณดวงหนึ่งยังคงปรากฏทุกคืนจันทร์เต็มดวง เธอนั่งบนบัลลังก์อย่างสง่างาม ผมสีขาวโบกเบาในลมหยาดน้ำค้าง กลุ่มผีเสื้อดาวยังคงรายล้อมเธอ แม้ไม่มีเวทมนตร์เหลือให้พวกมันดูดซับอีกแล้ว

เธอคือ Ranni the Witch

ไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงเธอพูดอีก ไม่มีคำประกาศ ไม่มีคำสั่ง แต่ทุกคืนจันทร์ ผู้คนในโลกเบื้องบนเล่าว่า “รู้สึกเหมือนมีใครบางคนเฝ้ามองด้วยแววตาที่เข้าใจ” และทุกครั้งที่มีเด็กเกิดใหม่ในค่ำคืนเช่นนั้น แม่ของเด็กคนนั้นจะกระซิบว่า

“ให้เจ้ามีแสงในตัว เหมือนเธอคนนั้น…”

มีคนเล่าว่า Ranni ปฏิเสธการรวมโลกไว้กับตนเอง แต่ไม่เคยโกรธเคืองผู้เถ้าธุลี เพราะเธอรู้ดีว่า “การไม่เลือกเธอ…ก็คือการเลือกสิ่งที่สูงกว่าความรักส่วนตัว”

กลางป่าที่ไม่มีชื่อ ใกล้ลำธารน้ำตื้นที่ใสจนเห็นปลาว่ายในเงาเงียบ ผู้หญิงคนหนึ่งเดินเท้าเปล่าบนหญ้าเปียก เธอสวมเสื้อคลุมสีเทาควันไฟ ผมยาวสลวยของเธอปลิวตามสายลม เสียงฝีเท้าเธอไม่มีแม้แต่เสียงใบไม้ไหว

เธอคือ Melina

หลายคนเชื่อว่าเธอตายไปแล้ว
แต่เธอกำลัง “มีอยู่” ในนามของเปลวเพลิงที่ไม่เผาใครอีกต่อไป
มีคนเคยพบเธอเพียงเสี้ยววินาที ขณะเดินผ่านทางภูเขาที่ถูกลืม
เสียงของเธอยังคงอยู่ในสายลม ทุกครั้งที่ผู้คนเสียใจ หมดหวัง หรือรู้สึกว่าตนไม่มีทางเดินต่อ
พวกเขาจะได้ยินเสียงกระซิบ

“ไฟไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อเผา…มันเกิดขึ้นเพื่อเตือนว่า ‘เจ้ากำลังมีชีวิตอยู่’”

Melina ไม่อยู่ในวิหาร ไม่อยู่ในตำรา ไม่อยู่ในความทรงจำของมหาวิทยาลัยใด ๆ
แต่เธออยู่ใน “ความทรงจำเงียบ ๆ” ของผู้ที่รู้ว่าครั้งหนึ่ง…มีใครยอมแลกตัวเองให้โลกนี้ได้หายใจต่อ

บนผาสูงสุดของแผ่นดินที่เคยเป็นภูเขาไฟเก่า ใกล้ Farum Azula ซากของเมืองลอยที่แตกกระจายร่วงลงสู่ผืนโลกแล้วนั้น มีร่างหนึ่งยืนอยู่กลางสายลม

เขาคือ Blaidd

ไม่รู้ว่าเขารอดจากการล่มสลายได้อย่างไร
บางคนว่าเขากลายเป็น “เงา” ของโลก
บางคนว่าเขาคือร่างจริงของหมาป่าในความฝัน

เขายังคงสวมชุดนักล่าผ้าขาดสะบั้น มีดาบใหญ่บนหลัง และแววตาที่ยังคงซื่อสัตย์—แม้ไม่มีผู้เป็นนายให้จงรักภักดีอีกต่อไป

เขายืนหันหน้าออกสู่ขอบฟ้า เฝ้าดูโลกที่เปลี่ยนแปลง
ไม่พูด ไม่เคลื่อนไหว
แต่มีเสียงคำรามเบา ๆ ดังขึ้นทุกค่ำคืนที่จันทร์สว่างที่สุด

“เจ้าทำสำเร็จแล้ว เพื่อนข้า…”

การล่มสลายของเทพเจ้า และการถือกำเนิดของมนุษย์

ในอดีตกาล ทุกสิ่งเคยถูกตัดสินโดยเสียงของเทพเจ้า เส้นทางเดินของมนุษย์ถูกตีกรอบโดยสิ่งที่มองไม่เห็น กฎของจักรวาลถูกเขียนขึ้นด้วยภาษาที่คนธรรมดาไม่มีวันเข้าใจ ชีวิต ชื่อชั้น เกียรติ และความฝัน ล้วนขึ้นอยู่กับ “การอนุญาตจากผู้ที่อยู่สูงกว่า”

แต่บัดนี้ เมื่อผู้เถ้าธุลีเดินทางจบลงโดยไม่ตั้งตนเป็นราชา ไม่จุดไฟอีกครั้ง ไม่เรียกคืนวงแหวน ไม่ปลุกอำนาจเก่าให้กลับมา—เทพเจ้าก็สูญเสียความหมายในทันที ไม่ใช่เพราะมีใครฆ่าพวกเขา…แต่เพราะ ไม่มีใครฟังอีกต่อไป

Radagon หายไปพร้อมกับการแตกร้าวของวงแหวน
Marika ไม่ได้ถูกบูชาอีกแล้ว—ไม่มีวิหาร ไม่มีนักบวช ไม่มีคำสรรเสริญ
Morgott ผู้เฝ้าเมือง กลายเป็นตำนานเลือนรางที่แม่เล่าให้ลูกฟังเพื่อกล่อมให้หลับ
Mohg ผู้คลั่งเลือด กลายเป็นเงาในฝันร้ายที่เด็ก ๆ ใช้เล่นหลอกกัน
แม้แต่ Rykard ที่เคยรวมร่างกับงูบาป ก็ไม่มีใครเชื่อว่ามีอยู่จริง

เหล่าเทพและครึ่งเทพ ไม่ได้ตายเพราะพ่ายแพ้…แต่พ่ายแพ้เพราะ “ไม่มีใครจำเป็นต้องเชื่ออีกต่อไป”

เมื่อไม่มีผู้ใดถูกปกครองด้วยกลัว
ไม่มีผู้ใดถูกหล่อเลี้ยงด้วยคำปลอบ
ไม่มีผู้ใดต้องพึ่งการอภัยจากอำนาจสูงสุด

มนุษย์…จึงเริ่ม “ถือกำเนิด” ใหม่

บนผืนดินที่เต็มไปด้วยซากศพเทพในอดีต ขี้เถ้าที่ยังร้อนระอุค่อย ๆ เย็นลง กลายเป็นดินอุดม ผู้คนเริ่มเพาะปลูก ไม่ใช่แค่ข้าวหรือผัก…แต่คือ “แนวคิด” พวกเขาเริ่มเขียนกฎของตนเอง กฎที่ไม่มีคำว่า “ชะตากรรม” ไม่มีคำว่า “บาปดั้งเดิม” ไม่มีคำว่า “เจ้าต้อง”

ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งสร้างสภากลางป่า ใช้หินจากวิหารเก่ามาต่อเป็นวงกลม ไม่มีเก้าอี้สูง ไม่มีผู้เป็นใหญ่ ทุกคนผลัดกันพูด ทุกคนผลัดกันฟัง เมื่อเกิดข้อขัดแย้ง ไม่มีการลงโทษ ไม่มีคำสาป มีเพียง “เวลาที่ให้ใจเย็นลง”

เด็กสาวในหมู่บ้านหนึ่งเขียนบทกลอนสั้น ๆ บนใบไม้แล้วปล่อยลอยน้ำ มันล่องไปไกลก่อนจะหายไปในสายลม ผู้ใหญ่ที่เจอเข้าไม่ได้เก็บขึ้นมาเพื่อตีสอน แต่กลับนำไปติดไว้ในห้องเรียนเพื่อบอกว่า “เราสามารถบันทึกความรู้สึกได้…โดยไม่ต้องมีตำรา”

ชายชราที่เคยเป็นนักรบในกองทัพเก่ากล่าวกับหลานว่า

“ก่อนหน้านี้เราสู้เพราะมีเทพเจ้าสั่ง…แต่จากนี้ไป ถ้าเจ้าจะสู้ ก็สู้เพราะหัวใจเจ้ารู้ว่าควรหรือไม่”

ศิลปะเริ่มกลับมาโดยไม่มีผู้ว่าจ้าง
บทกวีเริ่มเกิดขึ้นโดยไม่มีผู้อ่าน
เสียงหัวเราะในบ้านเริ่มดังกว่าระฆังของโบสถ์ที่ไร้พระ
เสียงดนตรีในตลาดเริ่มไพเราะกว่าเพลงสดุดีของกษัตริย์

แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว

มันใช้เวลา

เวลาที่โลกต้องเรียนรู้ “การอยู่โดยไม่มีศูนย์กลาง”

ไม่มีเทพให้สวดถึง
ไม่มีบัลลังก์ให้เฝ้ามอง
ไม่มีการฟื้นคืนอำนาจ
ไม่มีความกลัวจากฟ้า
มีเพียงความเข้าใจใน “ความอ่อนแอ” ของกันและกัน

วันหนึ่ง เด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งปีนขึ้นเขาไปยังวิหารร้าง เขาไม่ได้มาท้าทาย ไม่ได้มาขโมยของ ไม่ได้มาสวดขอพร เขาแค่มานั่งเงียบ ๆ กับเพื่อน ๆ แล้วถามกันว่า

“ที่นี่เคยมีอะไรเหรอ?”

ไม่มีใครตอบได้แน่ชัด

มีแต่ลมที่พัดผ่าน ซากผนังที่เริ่มหายไปกับเถ้า และท้องฟ้าที่เปิดกว้างไม่มีใครขวางสายตา

เด็กคนหนึ่งตอบในที่สุด

“มันเคยมีอะไรที่ใหญ่กว่ามนุษย์…แต่ตอนนี้ เราไม่ต้องมีแล้วก็ได้”

ตอนที่ 9.4: มรดกของผู้ไม่มีชื่อ

ไม่มีรูปปั้น ไม่มีรูปวาด ไม่มีตราประทับ ไม่มีแผ่นหินจารึก ไม่มีใครรู้แน่ว่าเขาคือใคร ชื่ออะไร มาจากที่ใด หรือแม้กระทั่งหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ในทุกแผ่นดินของโลกใบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นป่าลึก ทะเลทรายริมขอบดินแดน หรือลุ่มแม่น้ำกลางที่ราบสูง มักจะมีใครสักคนลุกขึ้นพูดว่า…

“ข้าเคยได้ยินเรื่องเขา…”

เรื่องราวของผู้ไร้นาม ผู้เดินทางจากเถ้าธุลีขึ้นสู่ยอดจักรวาล
ผู้ไม่เลือกอำนาจ ผู้ไม่รับมงกุฎ
ผู้ผ่านเมืองใต้ดินและปราสาทในฟ้า โดยไม่มีใครสั่ง
ผู้ต่อสู้กับมังกร ไม่ใช่เพื่อเกียรติ
ผู้พบพระเจ้า แต่ไม่ยอมคุกเข่า
ผู้ที่ได้รับโอกาสเป็นเจ้าของทุกสิ่ง…แต่เลือกที่จะจากไปเงียบ ๆ

แม้ไม่มีอนุสาวรีย์ใดสร้างขึ้นเพื่อเขา
แต่มีบ้านหลายหลังใช้หินจากปราสาทที่เขาเคยก้าวเดิน
มีเด็กหลายคนเรียนรู้การต่อสู้จากเงาในตำนานของเขา
มีบทกวีหลายบท ที่ไม่ได้เอ่ยชื่อเขา…แต่ใครอ่านก็รู้ว่า “เขา” อยู่ในนั้น

มรดกของผู้ไม่มีชื่อ คือ “พื้นที่ว่าง”

ว่างพอให้คนรุ่นต่อไปเติมเต็มในแบบของตนเอง
ว่างพอให้ความหวังใหม่เติบโต
ว่างพอให้เสียงของผู้ไร้สิทธิ์กลายเป็นเสียงหลักของยุค

เขาอาจไม่มีชื่อ…แต่เขาไม่เคยถูกลืม

🌑 ตอนที่ 9.5: เถ้าธุลีสุดท้าย – โลกใหม่ที่ไม่มีผู้ควบคุม

และในที่สุด โลกก็มาถึงวันที่ไม่มีใครกล่าวถึง “อดีต” ด้วยความกลัวอีกต่อไป

ไม่มีใครสั่นเมื่อได้ยินคำว่า Elden
ไม่มีใครก้มหน้าเมื่อพูดถึงพระเจ้า
ไม่มีใครห้ามตนเองเมื่อฝันถึงอนาคตที่แตกต่าง

ผู้คนสร้างที่อยู่อาศัยจากเศษของอาณาจักรเก่า
แต่ไม่ได้สร้างเพื่อสืบสาน…สร้างเพื่อ “เริ่มใหม่”

ไม่มีธง ไม่มีตรา ไม่มีบัลลังก์
มีเพียงรอยยิ้มในบ้านดิน
เพียงเสียงร้องเพลงที่ไม่มีคีย์ตายตัว
เพียงมือของใครบางคนที่จับมือของคนอื่นไว้ขณะพายุมา

เมื่อเด็กคนหนึ่งถามพ่อของเขาว่า

“พ่อครับ ใครปกครองโลกก่อนเรา?”

พ่อไม่ได้ตอบด้วยชื่อ
ไม่ตอบด้วยประวัติศาสตร์
ไม่ตอบด้วยความเกรงกลัว

เขาเพียงพูดว่า

“เคยมีใครบางคน…ที่กล้าไม่เป็นอะไรเลย
แล้วทำให้โลกใบนี้ดีขึ้นเพราะเขาเลือกแบบนั้น”

เด็กคนนั้นเงียบไป
แล้วเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าไร้ดวงดาว
ก่อนจะยิ้ม

และที่นั่นเอง…เสียงสุดท้ายของเถ้าธุลี ก็ถูกพัดพาไปกับสายลมเย็นยามค่ำคืน

เสียงที่ไม่จำเป็นต้องพูด
เสียงที่ไม่มีวันหาย
เสียงของ “ผู้ที่ทำให้โลกเริ่มต้นใหม่…ด้วยการไม่เป็นเจ้าของมัน”

จบบริบูรณ์
มหากาพย์แห่งเถ้าธุลี: เส้นทางแห่งรัตติกาลนิรันดร์





อ่านบทความอื่นๆต่อ...

ชีวประวัติศาสดาอิสลาม - เรื่องราวชีวิตศาสดามุฮัมหมัด ﷺ

เรื่องราวชีวิตศาสดามุฮัมหมัด ﷺ | หนังสือเสียงประวัติศาสตร์ อิสลามที่เปลี่ยนโลก

https://www.youtube.com/watch?v=Ytst5bL2oWw ในห้วงกาลอันยาวนานของมนุษยชาติ มีบุคคลหนึ่งที่มิได้เป็นเพียงผู้นำเผ่าหรือกษัตริย์ หากแต่เป็นผู้เปลี่ยนเส้นทางแห่งประวัติศาสตร์ทั้งมวล บุคคลผู้ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าทรงเลือกสรร เพื่อเป็นผู้รับสารสุดท้ายที่จะส่องสว่างแก่โลก เขาไม่ได้ถือกำเนิดในวังทองหรือแผ่นดินอันรุ่งเรือง หากแต่ลืมตาดูโลกในแผ่นดินทะเลทรายอันร้อนระอุ ท่ามกลางชนเผ่าที่เต็มไปด้วยสงคราม ภูมิประเทศที่โหดร้าย และสังคมที่ยังไม่รู้จักคำว่าเมตตาอย่างแท้จริง แต่จากดินแดนที่ไร้ความหวังนั้น กลับมีแสงสว่างที่ถูกจุดขึ้น แสงแห่งทางนำที่จะแผ่ไพศาลไปทั่วทั้งคาบสมุทรอาหรับ ข้ามทะเลทราย

Read More
สรุปเนื้อเรื่อง DUNE ทั้งจากภาพยนตร์และนิยาย

สรุปเนื้อเรื่อง DUNE ทั้งจากภาพยนตร์และนิยาย

https://www.youtube.com/watch?v=PUuBnppmuJw DUNE (2021) – ตอนที่ 1: แผ่นดินแห่งทรายและโชคชะตา   —   ในอนาคตอันห่างไกลจากปัจจุบัน โลกของเรากลายเป็นเพียงหนึ่งในหมู่ดาวอันไร้ความสำคัญ เมื่อมนุษยชาติก้าวล้ำพ้นขอบเขตของกาแล็กซี สร้างอาณาจักรที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ในนั้นมีจักรพรรดิผู้ครองจักรวาล ขุนนางผู้ครอบครองดาวเคราะห์

Read More
ทองคำที่หายสาบสูญของนโปเลียน | หนังสือเสียงประวัติศาสตร์

หนังสือเสียงประวัติศาสตร์ | ทองคำที่หายสาบสูญของนโปเลียน (Audiobook Thai)

https://www.youtube.com/watch?v=Smbd8ZsqhD8&t=1321s คืนหนึ่งที่ฝนโปรยบางเบา ผมเปิดสมุดเก่าปกหนังที่ได้มาจากร้านหนังสือมือสองย่านริมแม่น้ำเจ้าพระยา กลิ่นกระดาษชื้นที่ติดควันชาเก่าย้อนพาผมกลับไปไกลกว่าศตวรรษแรกของยุคใหม่ หน้ากระดาษแผ่นแรกมีตราประทับสีแดงเข้มเป็นรูปนกอินทรีย์สองหัวทับกับอักษรย่อภาษาฝรั่งเศสจางๆ และบรรทัดถัดมา เขียนด้วยหมึกสีน้ำตาลที่ซีดลงตามกาลเวลาเพียงประโยคเดียวว่า “ทองคำที่จักรพรรดิฝากไว้กับเงามืด” ประโยคนั้นเหมือนเสียงกระซิบจากหลุมศพ เรียกให้ผมเริ่มแกะเส้นทางเรื่องราวที่ทั้งโลกยังถกเถียง ว่ามันเป็นเพียงตำนานโบราณหรือคือความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้โคลน แม่น้ำ และสงคราม คนทั้งยุโรปเคยเล่าขานถึงกองทรัพย์ที่ลือว่าใหญ่พอจะเปลี่ยนสมดุลของชาติทั้งทวีป ทองคำแท่ง

Read More