ในห้วงกาลอันยาวนานของมนุษยชาติ มีบุคคลหนึ่งที่มิได้เป็นเพียงผู้นำเผ่าหรือกษัตริย์ หากแต่เป็นผู้เปลี่ยนเส้นทางแห่งประวัติศาสตร์ทั้งมวล บุคคลผู้ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าทรงเลือกสรร เพื่อเป็นผู้รับสารสุดท้ายที่จะส่องสว่างแก่โลก เขาไม่ได้ถือกำเนิดในวังทองหรือแผ่นดินอันรุ่งเรือง หากแต่ลืมตาดูโลกในแผ่นดินทะเลทรายอันร้อนระอุ ท่ามกลางชนเผ่าที่เต็มไปด้วยสงคราม ภูมิประเทศที่โหดร้าย และสังคมที่ยังไม่รู้จักคำว่าเมตตาอย่างแท้จริง
แต่จากดินแดนที่ไร้ความหวังนั้น กลับมีแสงสว่างที่ถูกจุดขึ้น แสงแห่งทางนำที่จะแผ่ไพศาลไปทั่วทั้งคาบสมุทรอาหรับ ข้ามทะเลทราย ข้ามภูเขา และส่งต่อไปถึงทุกทวีปบนโลก มันคือเรื่องราวที่เริ่มต้นจากชายผู้หนึ่ง — มุฮัมหมัด บุตรของอับดุลลอฮ์ บุตรของอับดุลมุฏฏอลิบ ผู้ซึ่งในเวลาต่อมาจะถูกเรียกว่า “รอซูลุลลอฮ์” ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์
นี่มิใช่เพียงชีวประวัติ หากแต่คือบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่สืบทอดกันมาในคัมภีร์ ฮะดีษ และตำราที่นักประวัติศาสตร์อิสลามยืนยัน นี่คือการเดินทางจากวันแรกของชีวิต จนถึงวาระสุดท้ายของผู้ที่เปลี่ยนโลก เรื่องราวที่เต็มไปด้วยบททดสอบ ความลึกลับ ความยิ่งใหญ่ และความงดงามของศรัทธาที่ไม่เคยดับสูญ
ขอเชิญทุกท่าน เปิดหัวใจและสติปัญญา เพื่อเดินเข้าสู่การเดินทางครั้งสำคัญที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์มนุษย์ เรื่องราวของศาสดามุฮัมหมัด ﷺ
ก่อนที่ชื่อ “มุฮัมหมัด” จะถูกเอ่ยออกจากปากมนุษย์คนแรก โลกอาหรับยังเป็นเพียงเงามืดอันเงียบงันในสายตาของอารยธรรมใหญ่รอบข้าง อาณาจักรโรมันทางตะวันตกและเปอร์เซียทางตะวันออกต่างแผ่ขยายอำนาจครอบคลุมโลกในยุคนั้น ทว่าดินแดนทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพศาลในคาบสมุทรอาระเบียกลับยังคงไร้ซึ่งกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่หรือมหานครที่รุ่งเรือง
แผ่นดินแห่งนี้คือบ้านของเผ่าต่าง ๆ ที่ใช้ชีวิตด้วยกฎของทะเลทราย—กฎของความแข็งแรง กฎของเกียรติยศ และกฎของสายเลือด ใครที่มีเผ่าหนุนหลังก็รอดพ้น ใครที่ไร้ที่พึ่งก็ถูกกลืนหายไปกับคลื่นทรายอันโหดร้าย ความภักดีต่อเผ่าคือทุกสิ่ง ศักดิ์ศรีและการแก้แค้นคือวิถีชีวิต การค้าขายเพียงอย่างเดียวที่ทำให้ทะเลทรายแห่งนี้เชื่อมต่อกับโลกภายนอก คือกองคาราวานอูฐที่ข้ามเส้นทางอันยาวไกลจากเยเมนสู่ชาม นำเครื่องหอม เครื่องเทศ และสินค้านานาชนิดมาแลกเปลี่ยน
แต่ในทะเลทรายที่แห้งแล้งและไร้ความปราณีนี้ มีเมืองหนึ่งที่แตกต่าง เมืองเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางหุบเขา—มักกะฮ์ เมืองแห่งนี้มิได้มีแม่น้ำหรือท่าเรือ แต่กลับเป็นศูนย์กลางของจิตวิญญาณอาหรับ เพราะในใจกลางเมืองนั้นมีสิ่งปลูกสร้างโบราณ ที่แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนผ่านก็ยังคงตั้งตระหง่านอยู่เสมอ—กะอ์บะฮ์
กะอ์บะฮ์ หรือ “บ้านของอัลลอฮ์” ตามคำเรียกในยุคต่อมา คือสถานที่ที่ถูกเชื่อกันว่าท่านนบีอิบรอฮีม และบุตรของท่าน อิสมาอีล ได้ร่วมกันสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงองค์เดียว ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ศาสนาอับราฮัมได้ถูกบิดเบือน ชาวอาหรับละทิ้งเอกเทวนิยม และหันไปกราบไหว้รูปเคารพที่ตั้งรายล้อมรอบกะอ์บะฮ์ กว่า 360 รูปเคารพถูกประดิษฐานอยู่รอบบ้านอันศักดิ์สิทธิ์นี้ เสียงเรียกแห่งเตาฮีดเงียบหายไป แทนที่ด้วยพิธีกรรมที่เต็มไปด้วยไสยศาสตร์และการบูชาสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง
แม้จะอยู่ในความมืดมิดของบาป แต่ก็ยังมีคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ไม่ยอมก้มหัวให้รูปเคารพ พวกเขาคือ ฮุนะฟาอ์ ผู้ที่ยังคงแสวงหาหนทางแห่งพระผู้เป็นเจ้าแท้จริง แต่เสียงของพวกเขาเบาบางนักในทะเลทรายกว้างใหญ่
สังคมอาหรับในเวลานั้นเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ ชายเป็นใหญ่ หญิงถูกกดขี่ เด็กหญิงบางคนถูกฝังทั้งเป็นเพื่อรักษาเกียรติของครอบครัว การดื่มสุรา การพนัน และการแก้แค้นระหว่างเผ่าเป็นเรื่องธรรมดา ความโหดร้ายถูกเรียกว่าเกียรติ ศักดิ์ศรีถูกสร้างขึ้นบนความทุกข์ทรมานของผู้อ่อนแอ
แต่ท่ามกลางความโกลาหลนั้น อัลลอฮ์ทรงกำหนดให้เป็นเวทีแห่งการเปลี่ยนแปลง เพราะอาหรับ—ดินแดนที่ไม่มีอาณาจักรใดครอบครอง ดินแดนที่ไร้ผู้นำ ดินแดนที่แห้งแล้งและไร้ค่าในสายตามนุษย์—กลับถูกเลือกให้เป็นจุดเริ่มต้นของสารสุดท้ายที่จะเปลี่ยนโลกไปตลอดกาล
และแล้ว…คืนหนึ่งในปีช้าง ปีที่กองทัพยักษ์ของอบราฮะห์พยายามทำลายกะอ์บะฮ์ แต่ถูกนกน้อยนับพันส่งลงมาพร้อมหินจากฟากฟ้า เพื่อพิทักษ์บ้านอันศักดิ์สิทธิ์นั้นไว้ โลกได้รับสัญญาณแล้วว่า กะอ์บะฮ์จะยังคงอยู่ และแผ่นดินนี้กำลังจะต้อนรับบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์
เพราะอีกไม่นาน… เด็กคนหนึ่งจะถือกำเนิดขึ้น—ผู้ที่จะเติบโตจากความมืดมิดของทะเลทราย และกลายเป็น “รอซูลุลลอฮ์” ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ผู้จะปลดปล่อยมนุษย์จากการกราบไหว้สิ่งที่ถูกสร้าง สู่การกราบไหว้พระผู้สร้างเพียงองค์เดียว
ปีช้าง (อามุลฟีล) คือปีที่เหตุการณ์ยิ่งใหญ่ได้เกิดขึ้น เหตุการณ์ที่อบราฮะห์ แม่ทัพจากเยเมน ผู้ต้องการทำลายกะอ์บะฮ์ด้วยกองทัพช้าง ต้องพ่ายแพ้ต่อพระประสงค์ของอัลลอฮ์ โดยนกน้อยนับพัน (ฏ็อยร อับาบีล) ได้โปรยหินลงมาจนกองทัพถูกทำลายสิ้น เหตุการณ์นี้เป็นดังประกาศสัญญาณให้โลกได้รับรู้ว่า บ้านอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้จะยังคงได้รับการคุ้มครอง และสิ่งยิ่งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น
ในปีเดียวกันนั้นเอง มุฮัมหมัด บุตรของอับดุลลอฮ์ และอามีนะฮ์ ได้ถือกำเนิดขึ้นในนครมักกะฮ์ ทว่าก่อนที่เขาจะลืมตาดูโลก บิดาของเขา อับดุลลอฮ์ ได้เสียชีวิตไปแล้ว เขาจึงเกิดมาเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่แรกกำเนิด สิ่งนี้เองเป็นการบ่งบอกว่า พระผู้เป็นเจ้าทรงกำหนดให้ท่านนบีไม่เติบโตมาในความหรูหราหรืออำนาจใด ๆ ของมนุษย์ แต่เพื่อจะได้รู้จักความทุกข์ ความเจ็บปวด และความอ่อนแอของผู้คนที่สังคมมักทอดทิ้ง
การประสูติของท่านมุฮัมหมัด ﷺ เป็นดั่งแสงสว่างที่ฉายขึ้นในใจกลางทะเลทราย แม้ชาวมักกะฮ์ยังไม่รู้ว่าทารกคนนี้จะเป็นผู้เปลี่ยนโลก แต่สัญญาณมากมายก็ปรากฏ บางบันทึกกล่าวว่าระหว่างการเกิดของท่าน มีแสงสว่างพุ่งขึ้นจนผู้เป็นมารดาสามารถมองเห็นพระราชวังแห่งชามจากนครมักกะฮ์ แม้สิ่งเหล่านี้เป็นการบันทึกที่ไม่ทุกเล่มกล่าวตรงกัน แต่ที่แน่นอนคือ โลกทั้งโลกจะจารึกชื่อ “มุฮัมหมัด” ไว้ตลอดกาล
ตามธรรมเนียมของชาวอาหรับ เด็กทารกในเมืองจะถูกส่งไปเลี้ยงดูโดยพี่เลี้ยงจากชนเผ่าเบดูอิน เพื่อให้เติบโตท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์และภาษาที่ชัดเจน มุฮัมหมัด ﷺ จึงได้อยู่ภายใต้การดูแลของหญิงชาวเบดูอินนาม ฮะลีมะฮ์ อัสสะอ์ดียะฮ์ ฮะลีมะฮ์และครอบครัวของนางเป็นคนยากจน ต้องเดินทางมารับเด็กเลี้ยงเพื่อเลี้ยงชีพ แต่ทันทีที่มุฮัมหมัด ﷺ ได้เข้าสู่ครอบครัวนั้น ความเป็นสิริมงคลก็แผ่มาเยือน—สัตว์เลี้ยงที่เคยผอมโซกลับอ้วนพี ทุ่งหญ้าที่เคยแห้งแล้งกลับเขียวชอุ่ม ความเป็นอยู่ของครอบครัวฮะลีมะฮ์ดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
วัยเด็กในทะเลทรายสอนให้มุฮัมหมัด ﷺ รู้จักความแข็งแกร่ง ความอดทน และความเรียบง่าย แต่ก็ยังมีเหตุการณ์ที่ลี้ลับเกิดขึ้น เมื่อท่านยังเป็นเด็กเล็ก ฮะดีษรายงานว่า มะลาอิกะฮ์ญิบรีลได้ลงมาแหวกอกของมุฮัมหมัด ﷺ ชำระหัวใจของท่านด้วยน้ำซัมซัม เพื่อชำระสิ่งไม่ดีออก และทำให้หัวใจของท่านบริสุทธิ์ที่สุดสำหรับการรับวะฮีย์ในอนาคต เหตุการณ์นี้สร้างความตกตะลึงแก่เด็ก ๆ ที่เล่นอยู่ด้วย พวกเขารีบวิ่งไปบอกฮะลีมะฮ์ และนั่นเป็นสัญญาณอีกครั้งว่าท่านมิใช่เด็กธรรมดา
เมื่อถึงวัยที่ต้องกลับคืนสู่มารดา มุฮัมหมัด ﷺ ก็อยู่ในความดูแลของนางอามีนะฮ์ แต่เพียงไม่นาน หลังจากเดินทางไปยังยะษริบ (เมืองมะดีนะฮ์ในอนาคต) เพื่อเยี่ยมญาติ อามีนะฮ์ก็มาล้มป่วยและเสียชีวิตระหว่างทางกลับ ทิ้งให้มุฮัมหมัด ﷺ กลายเป็นเด็กกำพร้าโดยสิ้นเชิงในวัยเพียงหกปี จากนั้น ท่านได้อยู่ในความดูแลของปู่ คืออับดุลมุฏฏอลิบ ผู้นำเผ่ากุเรชผู้ทรงเกียรติ แต่หลังจากนั้นเพียงสองปี ปู่ของท่านก็เสียชีวิตอีก ทำให้ท่านต้องอยู่ในความอุปถัมภ์ของลุง อะบูฏอลิบ
การเป็นกำพร้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวัยเยาว์ ทำให้มุฮัมหมัด ﷺ เติบโตขึ้นโดยปราศจากอำนาจหรือความมั่งคั่งทางโลก แต่กลับเต็มไปด้วยความเข้าใจ ความเมตตา และหัวใจที่แข็งแกร่งต่อความทุกข์ยาก ความยากจนทำให้ท่านเรียนรู้ที่จะทำงานเล็ก ๆ ตั้งแต่ยังเด็ก—การเลี้ยงแกะ การช่วยเหลืองาน เพื่อแลกกับปัจจัยยังชีพ แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้คนในมักกะฮ์ต่างยืนยันตรงกันคือ เด็กหนุ่มนามมุฮัมหมัดนี้ ไม่เคยโกหก ไม่เคยทรยศต่อคำพูด ทุกคนต่างเรียกท่านว่า อัลอามีน — ผู้ซื่อสัตย์
นี่คือจุดเริ่มต้นของชายผู้จะเติบโตขึ้นท่ามกลางสังคมที่เต็มไปด้วยความมืดมน แต่ด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ที่สุด เขาจะเป็นผู้เปิดประตูสู่แสงสว่างที่โลกเฝ้ารอคอยมาเนิ่นนาน
เมื่อมุฮัมหมัด ﷺ เติบโตขึ้นจากวัยเด็กที่เต็มไปด้วยการสูญเสียและความยากลำบาก ท่านเข้าสู่วัยหนุ่มที่ต้องพึ่งพาแรงกายเพื่อเลี้ยงชีพในเมืองมักกะฮ์ ดินแดนที่แม้จะเป็นศูนย์กลางจิตวิญญาณ แต่ก็เต็มไปด้วยการค้าขาย ความทะนงในเผ่าพันธุ์ และการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด
ในวัยเพียงสิบสองปี มุฮัมหมัด ﷺ ได้ติดตามลุงของท่าน คือ อะบูฏอลิบ ออกเดินทางไปกับกองคาราวานการค้าสู่ชาม (ซีเรีย) การเดินทางครั้งนั้นไม่เพียงแต่เปิดโลกให้ท่านเห็นความยิ่งใหญ่ของเมืองต่าง ๆ ที่รุ่งเรือง แต่ยังเป็นการบ่มเพาะความเข้าใจในผู้คนหลากหลายชนชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม จนในภายหลัง สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นรากฐานให้ท่านสามารถสื่อสารกับโลกกว้างได้อย่างลึกซึ้ง
เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่ม มุฮัมหมัด ﷺ มิได้หันเข้าสู่ความฟุ้งเฟ้อหรือความบันเทิงเช่นคนหนุ่มทั่วไปในมักกะฮ์ ตรงกันข้าม ท่านกลับมีชีวิตที่เรียบง่าย มุ่งมั่น และทำงานหนักเพื่อยังชีพ หนึ่งในงานที่ท่านทำคือการเลี้ยงแกะ งานที่อาจดูต่ำต้อยในสายตาคนอื่น แต่กลับเป็นงานที่สร้างความอดทน ความอ่อนโยน และความสามารถในการเป็นผู้นำ เพราะผู้ที่เลี้ยงแกะต้องดูแลฝูงที่อ่อนไหว คอยปกป้องจากอันตราย และนำพาไปสู่ทุ่งหญ้าที่ปลอดภัย งานนี้จึงเป็นการฝึกหัวใจให้เมตตาและรับผิดชอบ—คุณสมบัติที่จะติดตัวท่านตลอดไป
มุฮัมหมัด ﷺ มีใบหน้าเปล่งประกายด้วยความสงบสุขและสายตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจ แม้ท่านจะเป็นเพียงชายหนุ่มจากตระกูลกุเรชที่มิได้ร่ำรวย แต่ผู้คนทั้งหลายกลับยกย่องท่านว่า อัล-อามีน — ผู้ที่ซื่อสัตย์และน่าเชื่อถือที่สุด ไม่มีใครในมักกะฮ์สามารถกล่าวหาท่านว่าโกหกหรือทรยศได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการรักษาทรัพย์สินของคนอื่น หรือการทำงานที่ได้รับมอบหมาย ทุกสิ่งทุกอย่างท่านทำด้วยความซื่อสัตย์อย่างที่สุด
ชื่อเสียงนี้ทำให้มุฮัมหมัด ﷺ ได้รับความไว้วางใจในวงการการค้า จากการช่วยงานในกองคาราวานเล็ก ๆ จนถึงการทำสัญญาค้าขายกับพ่อค้าผู้มั่งคั่ง ท่านได้พิสูจน์ตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเป็นพ่อค้าที่ตรงไปตรงมา ไม่โกง ไม่เอาเปรียบ และไม่พูดเกินจริง สิ่งนี้ตรงกันข้ามกับวัฒนธรรมการค้าในยุคนั้น ที่เต็มไปด้วยการหลอกลวงและการแสวงหากำไรโดยไม่คำนึงถึงความยุติธรรม
จนกระทั่งชื่อเสียงของท่านไปถึงสตรีผู้มั่งคั่งแห่งมักกะฮ์—คอดีญะฮ์ บินต์ คุวัยลิด หญิงพ่อค้าผู้เป็นที่รู้จักในฐานะสตรีผู้สูงศักดิ์และชาญฉลาด นางได้ยินกิตติศัพท์ของชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์ผู้นี้ จึงมอบหมายให้มุฮัมหมัด ﷺ เป็นผู้นำกองคาราวานการค้าไปยังซีเรีย พร้อมกับผู้ช่วยคนหนึ่ง เมื่อการเดินทางสิ้นสุดลง คอดีญะฮ์ได้เห็นทั้งผลกำไรที่มากกว่าที่เคยเป็นมา และคำบอกเล่าของผู้ช่วยที่ยืนยันว่า มุฮัมหมัด ﷺ มีความซื่อสัตย์ อ่อนโยน และยุติธรรมยิ่ง
นับแต่นั้น ความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มผู้เป็น อัล-อามีน และสตรีผู้สูงศักดิ์จึงเริ่มต้นขึ้น และในไม่ช้า นางคอดีญะฮ์ได้ตัดสินใจขอแต่งงานกับมุฮัมหมัด ﷺ แม้ท่านจะอายุน้อยกว่านางถึง 15 ปี แต่ความซื่อสัตย์และคุณธรรมของท่านได้พิชิตหัวใจของนางอย่างสิ้นเชิง
ชีวิตแต่งงานกับคอดีญะฮ์นำความมั่นคงและความอบอุ่นมาสู่มุฮัมหมัด ﷺ นางมิใช่เพียงคู่ชีวิต แต่ยังเป็นเพื่อนที่คอยสนับสนุนและยืนเคียงข้างในทุกย่างก้าว ชีวิตของท่านยังคงเรียบง่ายและเต็มไปด้วยความซื่อสัตย์ต่อผู้คนรอบข้าง
และแล้ว ในค่ำคืนอันสงบเงียบ ท่ามกลางภูเขาหินของมักกะฮ์ มุฮัมหมัด ﷺ เริ่มหันเข้าสู่การขัดเกลาจิตวิญญาณ ท่านมักจะออกไปอยู่เพียงลำพังบนภูเขาฮิรออ์ เพื่อขบคิดถึงชีวิต ความหมายของโลก และพระผู้เป็นเจ้า ท่านมิได้พอใจในพิธีกรรมของรูปเคารพ ไม่เคยกราบไหว้หรือสัมผัสความศรัทธาปลอม ๆ ที่รายล้อมรอบกะอ์บะฮ์ หากแต่หัวใจของท่านกำลังค้นหาความจริงที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่านั้น
นี่คือการเดินทางในวัยหนุ่มของมุฮัมหมัด ﷺ จากเด็กกำพร้าที่ไร้ที่พึ่ง สู่ชายหนุ่มผู้ได้รับการขนานนามว่า อัล-อามีน ชีวิตที่เต็มไปด้วยการทำงานหนัก ความซื่อสัตย์ และการไตร่ตรองในความหมายของโลกใบนี้—ก่อนที่เหตุการณ์ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์กำลังจะมาถึง
คืนหนึ่งในเดือนรอมฎอน ขณะที่ค่ำคืนแห่งมักกะฮ์ปกคลุมไปด้วยความเงียบสงัด มุฮัมหมัด ﷺ ได้ออกเดินทางขึ้นสู่ภูเขาฮิรออ์อีกครั้ง ภูเขาที่ท่านเลือกเป็นสถานที่สงบสำหรับขบคิดและปลีกวิเวก ท่านใช้เวลาที่นั่นเพื่อใคร่ครวญถึงความหมายของชีวิต โลก และผู้สร้างสรรพสิ่ง ท่ามกลางหินแกร่งและความมืดมิด หัวใจของท่านเต็มไปด้วยความหิวกระหายต่อความจริง
ในคืนนั้น ขณะที่ท่านนั่งอยู่เพียงลำพัง เสียงหนึ่งที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนดังขึ้นจากความเงียบ มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ และไม่ใช่เสียงที่หูเคยรู้จัก ทันใดนั้นสิ่งมีชีวิตหนึ่งก็ปรากฏ—ญิบรีล มะลาอิกะฮ์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เป็นสื่อกลางแห่งวะฮีย์
เขาเข้ามาหามุฮัมหมัด ﷺ และกล่าวเพียงคำสั้น ๆ ว่า:
“อิกเราะอ์” – จงอ่านเถิด
มุฮัมหมัด ﷺ สะดุ้งตกใจและตอบกลับไปว่า:
“มา อะนา บิกอารีء” – ข้าไม่ใช่ผู้ที่อ่านได้
ญิบรีลกอดท่านแน่นจนรู้สึกแทบขาดใจ แล้วปล่อย จากนั้นกล่าวซ้ำอีก: “อิกเราะอ์” และท่านตอบเหมือนเดิม ญิบรีลกอดท่านอีกครั้ง หนักแน่นยิ่งกว่าเดิม แล้วปล่อย ก่อนกล่าวอีกครั้งเป็นครั้งที่สาม: “อิกเราะอ์”
แล้วถ้อยคำอันยิ่งใหญ่ก็ดังก้องในค่ำคืนนั้น เป็นวะฮีย์บทแรกแห่งอัลกุรอาน:
اقْرَأْ بِاسْمِ رَبِّكَ الَّذِي خَلَقَ، خَلَقَ الْإِنسَانَ مِنْ عَلَقٍ، اقْرَأْ وَرَبُّكَ الْأَكْرَمُ، الَّذِي عَلَّمَ بِالْقَلَمِ، عَلَّمَ الْإِنسَانَ مَا لَمْ يَعْلَمْ
อิกร็อ บิสมิ ร็อบบิกัลละซี่ คอลัก
คอลักกัลอินซานะ มิน อะลัก
อิกร็อ วะร็อบบุกัลอะกร็อม
อัลละซี่ อัลลามะ บิลกอลัม
อัลลามัลอินซานะ มา ลัม ยะอ์ลัม
“จงอ่านด้วยพระนามแห่งพระเจ้าของเจ้าผู้ทรงสร้าง พระองค์ทรงสร้างมนุษย์จากก้อนเลือดเกาะ จงอ่านเถิด และพระเจ้าของเจ้าผู้ทรงการุณย์ยิ่ง พระองค์ผู้ทรงสอนด้วยปากกา พระองค์ผู้ทรงสอนมนุษย์สิ่งที่เขาไม่รู้มาก่อน”
(อัลอะลัก 96:1-5)
ในชั่วขณะนั้น หัวใจของมุฮัมหมัด ﷺ สั่นสะท้าน ร่างกายของท่านเต็มไปด้วยความหวั่นไหว ความจริงอันยิ่งใหญ่เพิ่งถูกประทานลงบนไหล่ของชายผู้หนึ่งที่ไม่เคยอ่านหนังสือ ไม่เคยแต่งบทกวี ไม่เคยเรียนในโรงเรียนของชนชั้นสูง แต่กลับได้รับคำสอนแรกที่เรียกร้องให้ “อ่าน” และ “เรียนรู้”
ท่านรีบกลับบ้านด้วยความหวาดกลัวและตัวสั่นเทา เมื่อถึงบ้าน ท่านกล่าวกับคอดีญะฮ์ ภรรยาผู้เป็นที่รักว่า:
“ซัมมิลูนี ซัมมิลูนี” – “จงห่มผ้าให้ข้าเถิด จงห่มผ้าให้ข้า”
คอดีญะฮ์รีบโอบกอดและห่มผ้าให้ แล้วมุฮัมหมัด ﷺ ได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ท่านกล่าวด้วยความกลัวว่า:
“ข้าหวั่นใจว่าตัวเองจะเป็นอะไรไป”
แต่คอดีญะฮ์ หญิงผู้มีสติและศรัทธาอย่างแรงกล้า ได้ตอบกลับด้วยคำพูดที่จะกลายเป็นพลังยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตนบี:
“ไม่หรอก ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ พระองค์จะไม่ทอดทิ้งท่านแน่นอน เพราะท่านเป็นผู้ที่รักษาความสัมพันธ์กับเครือญาติ ช่วยเหลือผู้ยากไร้ สนับสนุนคนยากจน เป็นที่พึ่งของผู้ไร้ที่พึ่ง และยืนหยัดในความจริง พระผู้เป็นเจ้ามิอาจปล่อยให้ผู้มีคุณธรรมเช่นท่านต้องพินาศได้”
คำพูดเหล่านี้คือแสงแรกที่ปลอบโยนใจของมุฮัมหมัด ﷺ ในยามที่หัวใจสั่นสะท้าน และยังเป็นหลักฐานว่าคอดีญะฮ์คือผู้ศรัทธาคนแรกในอิสลาม
ไม่นานหลังจากนั้น คอดีญะฮ์พาท่านไปพบ วะเราะเกาะฮ์ อิบนุ เนาฟัล ญาติผู้สูงวัยของนาง ซึ่งเป็นผู้รู้และเคยศึกษาคัมภีร์เก่าแก่ วะเราะเกาะฮ์ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้วกล่าวว่า:
“สิ่งที่มาหาท่านคือท่านนัมูส (ญิบรีล) ที่เคยมาเยือนท่านนบีมูซา ขอสาบาน หากข้าได้อยู่ถึงวันที่ชาวบ้านขับไล่ท่านออกจากเมือง ข้าจะเป็นผู้สนับสนุนท่าน”
มุฮัมหมัด ﷺ แปลกใจและถามว่า:
“พวกเขาจะขับไล่ข้าหรือ?”
วะเราะเกาะฮ์ตอบว่า:
“ใช่ ไม่มีผู้ใดนำสิ่งที่ท่านนำมา นอกจากเขาจะถูกต่อต้านและขับไล่ แต่ถ้าข้าอยู่ถึงวันนั้น ข้าจะช่วยท่านอย่างสุดกำลัง”
วะเราะเกาะฮ์เสียชีวิตในไม่ช้า แต่คำพูดของเขากลับเป็นดั่งคำพยากรณ์ที่บอกว่าหนทางข้างหน้าของศาสนทูตผู้นี้จะเต็มไปด้วยการต่อสู้ ความเจ็บปวด และการต่อต้าน
จากคืนนั้นไป ชีวิตของมุฮัมหมัด ﷺ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ท่านได้กลายเป็นศาสนทูตของพระผู้เป็นเจ้า ภารกิจอันยิ่งใหญ่เริ่มต้นขึ้นแล้ว ภารกิจที่จะนำพามนุษย์จากความมืดแห่งความไม่รู้ สู่แสงสว่างแห่งเอกเทวนิยม
หลังจากคืนแห่งการเปลี่ยนชะตาประวัติศาสตร์ มุฮัมหมัด ﷺ เริ่มรับวะฮีย์จากอัลลอฮ์อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงแรกการประทานวะฮีย์มีความเว้นวรรค ท่านนบีจึงอยู่ในสภาวะรอคอยและเฝ้าครุ่นคิด จนกระทั่งวะฮีย์กลับมาอีกครั้งพร้อมถ้อยคำที่ยิ่งใหญ่:
يَا أَيُّهَا الْمُدَّثِّرُ قُمْ فَأَنْذِرْ وَرَبَّكَ فَكَبِّرْ وَثِيَابَكَ فَطَهِّرْ وَالرُّجْزَ فَاهْجُرْ
ยา อัยยูฮัล มุดดัซซิร
กุม ฟะอันซิร
วะร็อบบะกะ ฟะกับบิร
วะษิยาาบะกะ ฟะฏ็อฮิร
วัรรุจญ์ซะ ฟะฮฺญุร
“โอ้ผู้ห่มผ้าเอ๋ย! จงลุกขึ้นและเตือนผู้คนเถิด และจงยกย่องพระเจ้าของเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ จงชำระเสื้อผ้าของเจ้าให้สะอาด และจงละทิ้งสิ่งโสโครกทั้งหลาย”
(อัลมุดดัดดิร 74:1-5)
คำสั่งนี้เป็นดั่งประกาศเริ่มภารกิจอย่างเป็นทางการ มุฮัมหมัด ﷺ มิใช่เพียงชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์อีกต่อไป หากแต่เป็น รอซูลุลลอฮ์ ศาสนทูตของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ที่ต้องนำสารแห่งเอกเทวนิยมกลับคืนสู่หัวใจของมนุษย์
ท่านเริ่มจากคนใกล้ชิดที่สุด คอดีญะฮ์ ภรรยาผู้เป็นกำลังใจ กลายเป็นผู้ศรัทธาคนแรก ตามมาด้วย อาลี บิน อะบีฏอลิบ ลูกพี่ลูกน้องวัยเด็กของท่านที่เติบโตอยู่ในบ้านเดียวกัน ต่อมาคือ ซัยด์ อิบนุ ฮาริษะฮ์ บ่าวที่ได้รับการปลดปล่อยและรักนบีดุจบุตร และ อบูบักร อัศศิดดีก เพื่อนสนิทผู้สูงศักดิ์ในเผ่ากุเรช ผู้ที่ความศรัทธาของเขาจะกลายเป็นเสาหลักอันมั่นคงของอิสลามในเวลาต่อมา
วงศรัทธาเล็ก ๆ ค่อย ๆ ขยายไปทีละน้อย โดยในระยะแรกการเผยแผ่ยังคงเป็นความลับ เพื่อป้องกันการต่อต้านอย่างรุนแรง ผู้ศรัทธามารวมตัวกันลับ ๆ ในบ้านของ อัรฺก็อม อิบนุ อบีอัรฺก็อม บ้านเล็ก ๆ ใกล้กะอ์บะฮ์ที่กลายเป็นศูนย์กลางแห่งแสงสว่างในความมืดมิดของมักกะฮ์
แต่ไม่นานนัก วะฮีย์จากอัลลอฮ์ก็มีคำสั่งชัดเจนว่า:
وَأَنْذِرْ عَشِيرَتَكَ الْأَقْرَبِينَ
วะอันซิรฺ อะชีรอตะกัลอะกรอบีน
“และจงเตือนเครือญาติใกล้ชิดของเจ้า”
(อัชชุอ์อ์ 26:214)
นั่นหมายถึง มุฮัมหมัด ﷺ ต้องลุกขึ้นประกาศต่อครอบครัวและเผ่าของตนเอง ท่านจึงเชิญเครือญาติในตระกูลกุเรชมารวมตัว และประกาศอย่างตรงไปตรงมาว่า:
“ข้าเป็นผู้ถูกส่งมาโดยอัลลอฮ์เพื่อเตือนพวกท่าน จงละทิ้งการกราบไหว้รูปเคารพ และเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเอกะเท่านั้น”
บางคนเงียบงัน บางคนแสดงความโกรธ บางคนหัวเราะเยาะ มีเพียงไม่กี่คนที่เปิดใจรับฟัง และในหมู่ผู้ที่ยืนหยัดเคียงข้างท่านอย่างชัดเจนก็คือ อาลี บิน อะบีฏอลิบ แม้จะเป็นเพียงเด็กหนุ่ม แต่กลับประกาศว่าจะเป็นผู้ติดตามนบี ﷺ
เมื่อข่าวการเผยแผ่อิสลามเริ่มกระจายออกไป กุเรชผู้มีอำนาจรู้สึกว่าตนกำลังถูกท้าทาย เพราะการเรียกร้องของมุฮัมหมัด ﷺ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องศาสนา แต่ยังหมายถึงการโค่นล้มระบบสังคมและเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนรูปเคารพ กุเรชหารายได้จากกะอ์บะฮ์ซึ่งเป็นศูนย์รวมรูปเคารพมากมาย หากผู้คนละทิ้งสิ่งเหล่านั้น เผ่ากุเรชก็จะสูญเสียทั้งอำนาจและเกียรติ
การต่อต้านจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างรุนแรง ผู้ที่อ่อนแอในสังคม—เช่นทาสหรือคนไร้ตระกูล—คือผู้ที่ถูกทรมานหนักที่สุด บิลาล อิบนุ ระบาห์ ทาสผิวดำผู้ศรัทธาในอัลลอฮ์ ถูกลากไปกลางทะเลทราย เผชิญความร้อนแผดเผาของแดด ถูกหินใหญ่ทับอกเพื่อบังคับให้เขากลับไปกราบไหว้รูปเคารพ แต่เขายังคงกล่าวคำเดียวอย่างมั่นคง: “อาฮัด…อาฮัด” – พระองค์ผู้ทรงเอกะ…พระองค์เดียวเท่านั้น
ผู้คนที่เข้ารับอิสลามในยุคแรกต้องเผชิญความยากลำบาก บ้างถูกครอบครัวตัดขาด บ้างถูกทำร้าย บ้างถูกกีดกันจากการค้าขาย แต่หัวใจของพวกเขากลับแน่วแน่ยิ่งขึ้น
ในขณะเดียวกัน มุฮัมหมัด ﷺ ยังคงเผยแผ่อย่างไม่หยุดยั้ง ท่านเดินไปหาผู้คนที่กะอ์บะฮ์ ตามถนน ตามตลาด กล่าวเพียงถ้อยคำสั้น ๆ แต่ทรงพลัง: “จงกล่าวเถิดว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ แล้วพวกท่านจะประสบความสำเร็จ”
คำกล่าวที่ดูเรียบง่ายนี้กลับเป็นเหมือนสายฟ้าที่ผ่าลงกลางใจของชาวกุเรช เพราะมันหมายถึงการรื้อถอนรากฐานแห่งสังคมที่พวกเขาสร้างไว้หลายชั่วอายุคน และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งครั้งใหญ่ในมักกะฮ์ ระหว่างเสียงแห่งเตาฮีด กับเสียงของความดื้อรั้นในรูปเคารพ
แต่ท่ามกลางการต่อต้าน ความเจ็บปวด และการเยาะเย้ย หัวใจของมุฮัมหมัด ﷺ และสาวกผู้ศรัทธายังคงส่องสว่าง พวกเขาเชื่อมั่นว่าความจริงนี้จะต้องไปไกลกว่ามักกะฮ์ กว้างไกลกว่าทะเลทราย และจะปกคลุมทั้งโลกในที่สุด
เมื่อเสียงแห่งเตาฮีดเริ่มขยายออกไปในนครมักกะฮ์ การต่อต้านของกุเรชก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ศรัทธาที่ไร้อำนาจถูกทรมานอย่างทารุณ บางคนถูกขัง บางคนถูกตี บางคนถูกทิ้งกลางทะเลทรายจนแทบสิ้นชีวิต แต่แม้ความเจ็บปวดจะหนักหนาเพียงใด พวกเขายังคงยืนหยัดในคำว่า “ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์” – ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์
ในท่ามกลางความทุกข์นี้ มุฮัมหมัด ﷺ ผู้เป็นศาสนทูตมิอาจยืนดูสาวกของตนถูกทำร้ายโดยไม่หาทางออก ท่านจึงแนะนำให้ผู้ศรัทธาบางส่วนอพยพออกจากมักกะฮ์ ไปยังแผ่นดินที่มีผู้ปกครองยุติธรรม นั่นคือ อบิสซิเนีย หรือเอธิโอเปียในปัจจุบัน ซึ่งในเวลานั้นปกครองโดยกษัตริย์คริสเตียนที่มีชื่อเสียงด้านความเที่ยงธรรม—นะญาชี
นี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์อิสลามที่เกิด “ฮิจเราะฮ์” หรือการอพยพเพื่อศาสนา กลุ่มมุสลิมเล็ก ๆ ได้เดินทางข้ามทะเลไปยังดินแดนใหม่ โดยมีความหวังว่าจะได้พำนักในที่ซึ่งพวกเขาจะไม่ถูกกดขี่ การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการปกป้องชีวิต แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ว่าอิสลามมิใช่ศาสนาของมักกะฮ์เท่านั้น หากเป็นสารสากลที่สามารถหยั่งรากได้ทุกที่ที่มีหัวใจศรัทธา
เมื่อข่าวนี้ถึงหูกุเรช พวกเขามิอาจยอมให้ผู้ศรัทธาหลบหนีไปยังที่ปลอดภัย จึงส่งคณะผู้แทนไปเจรจากับกษัตริย์นะญาชี หวังให้ส่งตัวชาวมุสลิมกลับคืน แต่เมื่อญะอ์ฟัร อิบนุ อะบีฏอลิบ ตัวแทนชาวมุสลิมได้ยืนขึ้นกล่าวต่อกษัตริย์ด้วยถ้อยคำที่หนักแน่น—เล่าถึงสังคมอาหรับที่เคยจมอยู่ในความไม่รู้ การบูชารูปเคารพ และความอยุติธรรม ก่อนที่อัลลอฮ์จะส่งศาสนทูตมาเรียกร้องให้พวกเขาเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียว กษัตริย์นะญาชีถึงกับหลั่งน้ำตา และเมื่อเขาได้ฟังโองการจากสูเราะฮ์มัรยัมที่เล่าถึงพระเยซูและพระแม่มารีย์ ความจริงก็ยิ่งประทับแน่นในหัวใจ กษัตริย์ตัดสินใจไม่ส่งมุสลิมกลับ แต่ให้ที่พักพิงอย่างปลอดภัย
นี่คือชัยชนะทางศรัทธาครั้งแรกนอกมักกะฮ์ และเป็นหลักฐานว่า อิสลามคือสารที่สอดคล้องกับความจริงที่ปรากฏในศาสนาก่อนหน้า
แต่ในมักกะฮ์ การกดดันมิได้หยุดลง กุเรชเห็นว่าการต่อต้านและการทรมานยังไม่เพียงพอ พวกเขาจึงสมคบคิดกันสร้างสัญญาลับ เขียนเป็นเอกสารแขวนไว้ในกะอ์บะฮ์ ประกาศคว่ำบาตรตระกูลของนบี ﷺ โดยเฉพาะตระกูลบะนีฮาชิม ใครก็ตามที่เป็นพวกของมุฮัมหมัด ﷺ จะถูกตัดขาดจากสังคม—ไม่มีใครค้าขาย ไม่มีใครแต่งงาน ไม่มีใครช่วยเหลือ
ตระกูลบะนีฮาชิมทั้งมวล ไม่ว่าจะศรัทธาหรือไม่ ต่างถูกบังคับให้อยู่ในหุบเขา ชิอฺบ อบีฏอลิบ พวกเขาต้องทนความหิวโหยยาวนานถึงสามปี จนเสียงร้องไห้ของเด็ก ๆ ที่หิวโหยดังไปทั่วหุบเขา มีรายงานว่าพวกเขาต้องกินใบไม้และหนังสัตว์เพื่อประทังชีวิต บางครั้งเมื่อชาวมุสลิมเดินออกมาสู่ตลาด กุเรชจะเสนอราคาสินค้าสูงเกินจริงเพื่อไม่ให้พวกเขาซื้อได้
ทว่าแม้การกดดันจะหนักหนาสาหัส ความศรัทธาของมุฮัมหมัด ﷺ และสาวกกลับไม่อ่อนแอลงเลย พวกเขายังคงยืนหยัดจนกระทั่งการคว่ำบาตรสิ้นสุดลง หลังจากคนในมักกะฮ์บางส่วนเริ่มรู้สึกว่า การกระทำนี้โหดร้ายเกินไป เมื่อเอกสารที่ถูกแขวนไว้ในกะอ์บะฮ์ถูกพบว่ามอดไหม้โดยปลวก เหลือเพียงชื่อของอัลลอฮ์ที่ยังคงอยู่ เรื่องนี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณจากพระผู้เป็นเจ้า และการคว่ำบาตรจึงถูกยกเลิก
แต่ทันทีที่การคว่ำบาตรสิ้นสุดลง มุฮัมหมัด ﷺ ก็ต้องเผชิญการสูญเสียที่หนักหนาที่สุดในชีวิต—ปีแห่งความเศร้า (อามุลฮุซน์) เมื่อคอดีญะฮ์ ภรรยาผู้เป็นเสาหลักกำลังใจ ได้เสียชีวิต และไม่นานหลังจากนั้น ลุงอะบูฏอลิบ ผู้คุ้มครองท่านจากการทำร้ายของกุเรช ก็สิ้นชีวิตตามไป ทำให้มุฮัมหมัด ﷺ สูญเสียทั้งความรักและเกราะคุ้มครองในเวลาเดียวกัน
นี่คือบททดสอบที่หนักหน่วงที่สุด แต่ก็เป็นการเตรียมหัวใจของศาสนทูต ให้พร้อมสำหรับการเดินทางครั้งใหม่—การเดินทางที่จะนำอิสลามออกไปไกลกว่ามักกะฮ์ และขยายไปสู่โลกกว้าง
หลังจากสูญเสียผู้เป็นที่รักและที่พึ่งพา มุฮัมหมัด ﷺ เหมือนถูกทิ้งไว้ท่ามกลางทะเลทรายแห่งความโดดเดี่ยว กุเรชกล้าที่จะทำร้ายและเยาะเย้ยท่านหนักยิ่งกว่าเดิม เพราะไม่มีอะบูฏอลิบคอยปกป้องอีกต่อไป ท่านจึงหันสายตาไปยังเมืองอื่น หวังว่าจะพบหัวใจที่เปิดรับสัจธรรม และให้ที่พักพิงแก่สารของพระผู้เป็นเจ้า
ท่านเลือกเดินทางสู่เมือง ฏออิฟ เมืองที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของมักกะฮ์ ท่านเดินทางไกลกว่า 60 กิโลเมตรด้วยเท้า หวังว่าจะได้พบผู้คนที่มีเมตตา แต่แทนที่จะต้อนรับด้วยเกียรติ พวกเขากลับหัวเราะเยาะ ขับไล่ และยุยงเด็ก ๆ ให้ปาก้อนหินใส่ท่าน จนเลือดไหลออกจากร่างกายของศาสนทูต เลือดที่ไหลลงจนเปื้อนรองเท้าของท่าน ท่านถูกทำให้เจ็บกายและเจ็บใจอย่างที่สุด
เมื่อท่านลี้ภัยไปยังสวนหนึ่งใต้ต้นองุ่น ร่างกายอ่อนแรง หัวใจถูกบดขยี้ ท่านจึงเงยหน้าสู่ฟากฟ้าและกล่าวดุอาอ์อันเป็นที่จดจำในประวัติศาสตร์:
“โอ้อัลลอฮ์ ข้าพเจ้าร้องเรียนต่อพระองค์ในความอ่อนแอของข้า ความไร้กำลังของข้า และการที่ผู้คนดูหมิ่นข้า โอ้ผู้ทรงเมตตาที่สุด พระองค์คือเจ้านายของผู้ถูกกดขี่ พระองค์คือเจ้านายของข้า… หากพระองค์ไม่กริ้วต่อข้า ข้าก็ไม่ใส่ใจสิ่งใดอีกแล้ว…”
ถ้อยคำเหล่านี้มิได้เป็นเพียงเสียงแห่งความเจ็บปวด หากเป็นเสียงแห่งการมอบตนต่อพระเจ้าอย่างแท้จริง ในยามที่มนุษย์ทอดทิ้ง ท่านกลับหันสู่พระผู้เป็นเจ้าด้วยหัวใจบริสุทธิ์ที่สุด
และแล้ว อัลลอฮ์ทรงปลอบโยนศาสนทูตของพระองค์ ด้วยเหตุการณ์ที่ไม่มีใครในประวัติศาสตร์ได้รับ—อิสรออ์และเมียะรอจ
ในคืนหนึ่ง มุฮัมหมัด ﷺ ถูกพามาจากมัสญิดอัลหะรอมที่มักกะฮ์ ขึ้นสู่มัสญิดอัลอักศอในเยรูซาเล็ม โดยยานพาหนะสวรรค์ที่เรียกว่า บุรอค การเดินทางนี้คือ อิสรออ์—การเดินทางกลางคืน จากนั้นท่านถูกยกขึ้นสู่ชั้นฟ้าต่าง ๆ ผ่านดวงดาวและจักรวาลที่ไม่มีมนุษย์เคยเห็นมาก่อน
บนชั้นฟ้า ท่านได้พบกับบรรดานบีผู้ยิ่งใหญ่—อาดัม มูซา อิบรอฮีม และอีกหลายท่าน จนในที่สุดท่านได้เข้าสู่การประทานบัญญัติที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของศาสนาอิสลาม—ละหมาด
แรกเริ่ม พระองค์ทรงกำหนดไว้ห้าสิบเวลาในหนึ่งวัน แต่ด้วยความเมตตาและการทูลขอผ่อนปรนของมุฮัมหมัด ﷺ ที่กลับไปกลับมาระหว่างพระผู้เป็นเจ้ากับนบีมูซา บทบัญญัติจึงถูกลดลงจนเหลือ ห้าเวลา แต่รางวัลยังคงเท่ากับห้าสิบเวลา นี่คือของขวัญอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่มุสลิมทุกคนได้รับจากคืนเมียะรอจ
เมื่อการเดินทางสิ้นสุด มุฮัมหมัด ﷺ กลับสู่มักกะฮ์ในคืนนั้นเอง และเมื่อท่านเล่าเรื่องนี้ให้ผู้คนฟัง พวกกุเรชต่างหัวเราะเยาะเย้ย เพราะมันเกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้ พวกเขามองว่าท่านเพ้อฝัน แต่ท่ามกลางเสียงหัวเราะนั้น มีผู้ศรัทธาบางคนที่ยืนหยัดมั่นคง โดยเฉพาะอบูบักร รอฎิยัลลอฮุอันฮุ เมื่อเขาได้ฟังเรื่องนี้ เขากล่าวทันทีว่า:
“หากมุฮัมหมัดกล่าวเช่นนั้น ก็ย่อมเป็นความจริง”
และนับแต่นั้นมา เขาได้รับสมญาว่า อัศศิดดีก—ผู้ยืนยันความจริง
เหตุการณ์อิสรออ์และเมียะรอจไม่เพียงเป็นการปลอบโยนศาสนทูตในยามเศร้า แต่ยังเป็นการยืนยันว่า ภารกิจของท่านคือภารกิจที่ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินต้องร่วมรับรู้ และละหมาดห้าเวลาที่มุสลิมปฏิบัติทุกวันนี้ คือสายใยที่เชื่อมระหว่างมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้าโดยตรง
จากความเจ็บปวดในฏออิฟ สู่ความรุ่งโรจน์บนชั้นฟ้า เส้นทางของมุฮัมหมัด ﷺ แสดงให้เห็นว่า ทุกความทุกข์มีความเมตตาซ่อนอยู่ และทุกความมืดมิดมีแสงแห่งทางนำรอคอยอยู่เสมอ
หลังจากเหตุการณ์อิสรออ์และเมียะรอจ ชีวิตในมักกะฮ์ยังคงเต็มไปด้วยการต่อต้านและการทรมาน สถานการณ์ยิ่งหนักขึ้นจนดูเหมือนว่าทางออกแทบไม่มี แต่พระผู้เป็นเจ้าทรงเปิดประตูใหม่—ประตูที่จะเปลี่ยนเส้นทางของอิสลามไปตลอดกาล
ทุกปีในช่วงพิธีฮัจญ์ มีผู้คนจากทั่วคาบสมุทรอาหรับเดินทางมาที่กะอ์บะฮ์ รวมถึงชาวเมืองยะษริบ เมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ทางเหนือของมักกะฮ์ ชาวยะษริบอยู่ท่ามกลางความแตกแยกของสองเผ่าใหญ่ คือ เอาส์ และ ค็อซร็อจ ที่ทำสงครามกันมานานหลายสิบปี แต่เมื่อพวกเขาได้ฟังคำของมุฮัมหมัด ﷺ ที่เชิญชวนสู่เอกเทวนิยมและความยุติธรรม พวกเขาพบว่านี่อาจเป็นคำตอบที่จะยุติความแตกแยก
กลุ่มเล็ก ๆ ของชาวยะษริบจึงเข้ารับอิสลาม และกลับไปเผยแผ่ต่อในบ้านเกิดของตนเอง ปีถัดมา พวกเขากลับมาพร้อมผู้คนมากขึ้น และให้คำมั่นต่อท่านนบี ﷺ ที่ อัลอากอบะฮ์—คำมั่นสัญญาที่จะเชื่อฟังและปกป้องท่านราวกับปกป้องครอบครัวของตนเอง นี่คือ บัยอะตุลอากอบะฮ์ การให้สัตยาบันครั้งประวัติศาสตร์
มุฮัมหมัด ﷺ จึงอนุญาตให้สาวกของท่านเริ่มทยอยอพยพไปยังยะษริบทีละกลุ่มทีละครอบครัว เพื่อหาที่พำนักใหม่อย่างปลอดภัย การฮิจเราะฮ์จึงเริ่มขึ้นทีละน้อย มุสลิมทิ้งบ้านเรือนและทรัพย์สินในมักกะฮ์ เพื่อแลกกับอิสระในการนมัสการพระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียว
เมื่อกุเรชเห็นว่ามุสลิมกำลังหลบหนีไปยังเมืองใหม่ พวกเขาตระหนักทันทีว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะถ้ามุฮัมหมัด ﷺ ได้ฐานที่มั่นใหม่ อิสลามจะขยายตัวเกินกว่าที่กุเรชจะควบคุมได้ กุเรชจึงวางแผนลอบสังหารมุฮัมหมัด ﷺ โดยรวบรวมคนหนุ่มจากหลายเผ่ามารุมโจมตีในคืนเดียว เพื่อไม่ให้ใครต้องรับผิดชอบเพียงผู้เดียว
แต่แผนของมนุษย์ไม่อาจเอาชนะการปกป้องของพระผู้เป็นเจ้าได้ มุฮัมหมัด ﷺ ได้รับวะฮีย์แจ้งล่วงหน้า และในคืนนั้นเอง ท่านบอกให้อาลี บิน อะบีฏอลิบ หลับอยู่บนที่นอนของท่าน เพื่อหลอกสายตาผู้ที่รอคอยจะทำร้าย ขณะที่ท่านกับอบูบักร อัศศิดดีก ออกเดินทางลับในความมืด
ทั้งสองหนีไปซ่อนตัวอยู่ในถ้ำ ษูร ที่อยู่นอกมักกะฮ์ กุเรชออกตามล่าทุกหนแห่ง จนกระทั่งพวกเขามายืนอยู่หน้าปากถ้ำ แต่ด้วยอำนาจของอัลลอฮ์ ใยแมงมุมถูกถักขึ้นที่ปากถ้ำ และนกก็ทำรังอยู่ที่นั่น ทำให้กุเรชคิดว่าไม่มีทางที่ใครจะซ่อนอยู่ข้างใน
ในถ้ำ มุฮัมหมัด ﷺ ปลอบโยนอบูบักรที่กังวลว่า ถ้าศัตรูเพียงก้มลงก็มองเห็นพวกเขา ท่านตอบด้วยถ้อยคำที่กลายเป็นโองการแห่งประวัติศาสตร์:
“อย่าเศร้าโศกไปเลย แท้จริงอัลลอฮ์อยู่กับเรา”
(อัตเตาบะฮ์ 9:40)
หลังจากสามวัน ทั้งสองจึงออกเดินทางต่อไปสู่ยะษริบ ด้วยเส้นทางที่ไม่ธรรมดาเพื่อหลบเลี่ยงศัตรู การเดินทางกินเวลาหลายวันในทะเลทราย แต่เมื่อถึงเขตเมืองยะษริบ ผู้คนก็ต้อนรับพวกเขาด้วยเสียงแห่งความดีใจ
วันนั้นชาวเมืองร้องเพลงต้อนรับว่า:
“ฏ็อลลั้าลบัดรฺุอะลัยนา…”
“พระจันทร์เต็มดวงได้ปรากฏขึ้นแก่เรา…”
นับแต่วินาทีนั้น ยะษริบจึงกลายเป็น อัลมะดีนะฮ์ อัลมุเนาวะเราะฮ์—นครอันสว่างไสว และนี่คือจุดเริ่มต้นของ รัฐอิสลาม รัฐที่ไม่ได้ก่อตั้งบนทรัพย์สินหรือเชื้อสาย แต่ก่อตั้งบนศรัทธา ความยุติธรรม และเอกเทวนิยม
การฮิจเราะฮ์จึงมิใช่เพียงการอพยพทางกายภาพ แต่เป็นการประกาศว่า อิสลามได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แล้ว จากกลุ่มเล็ก ๆ ที่ถูกกดขี่ในมักกะฮ์ บัดนี้พวกเขามีบ้านที่มั่นคง มีชุมชน และมีรากฐานสำหรับการแผ่ขยายไปทั่วโลก
เมื่อมุฮัมหมัด ﷺ และเหล่าสาวกอพยพสู่มะดีนะฮ์ เมืองนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางใหม่ของศรัทธา ชาวเมืองยะษริบที่เข้ารับอิสลาม หรือ อันศ็อร (ผู้ช่วยเหลือ) ได้ต้อนรับบรรดาผู้อพยพจากมักกะฮ์ หรือ มุฮาญิรีน (ผู้ละทิ้งบ้านเพื่อศาสนา) ด้วยหัวใจที่กว้างใหญ่ พวกเขาแบ่งบ้าน แบ่งที่ดิน และแบ่งอาหารอย่างไม่มีการลังเล มะดีนะฮ์จึงไม่ใช่เพียงที่พักพิง หากแต่เป็นแบบอย่างของพี่น้องในศรัทธาที่แท้จริง
ทันทีที่ตั้งหลักได้ มุฮัมหมัด ﷺ ก็ตั้งมัสญิดขึ้น—มัสญิดนะบะวีย์—ไม่ใช่แค่สถานที่นมัสการ แต่ยังเป็นศูนย์กลางของการศึกษา การปรึกษาหารือ และการบริหารชุมชน นี่คือสัญลักษณ์แรกของ “รัฐอิสลาม” ที่ก่อตั้งบนศรัทธาและความยุติธรรม
นบี ﷺ ยังทำ “สัญญาแห่งมะดีนะฮ์” ระหว่างชาวมุสลิม ชาวยิว และชนเผ่าต่าง ๆ ในเมือง โดยกำหนดหลักความร่วมมือ การป้องกันเมืองร่วมกัน และเสรีภาพทางศาสนา ถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของมะดีนะฮ์ และเป็นแบบอย่างของความอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
แต่ในขณะที่อิสลามเริ่มมั่นคงในมะดีนะฮ์ เผ่ากุเรชในมักกะฮ์กลับโกรธแค้นอย่างยิ่ง พวกเขาไม่อาจยอมรับได้ว่ามุฮัมหมัด ﷺ ที่พวกเขาเคยดูหมิ่นกำลังสร้างอำนาจใหม่ กุเรชจึงพยายามตัดเส้นทางเศรษฐกิจของมุสลิม โดยส่งกองคาราวานการค้าขนาดใหญ่ไปยังชาม
มุฮัมหมัด ﷺ และสาวกจึงตัดสินใจขัดขวางกองคาราวาน เพื่อกดดันกุเรชให้ยอมเจรจา แต่เรื่องกลับบานปลาย เมื่อกองทัพกุเรชขนาดใหญ่กว่า 1,000 คน เดินทางออกจากมักกะฮ์พร้อมอาวุธครบมือ เพื่อปกป้องกองคาราวานและทำลายชาวมุสลิมในมะดีนะฮ์โดยสิ้นเชิง
ฝ่ายมุสลิมมีเพียงประมาณ 300 คน พร้อมอาวุธเพียงเล็กน้อย และอูฐไม่กี่สิบตัว ในสายตามนุษย์ มันคือการต่อสู้ที่สิ้นหวัง แต่หัวใจของพวกเขาเปี่ยมด้วยศรัทธา มุฮัมหมัด ﷺ ยืนหันหน้าสู่ฟากฟ้าและกล่าวดุอาอ์:
“โอ้อัลลอฮ์ หากวันนี้กลุ่มเล็ก ๆ นี้พ่ายแพ้ ศาสนาของพระองค์จะไม่มีผู้สืบทอดอีกแล้ว”
คำภาวนานี้สะท้อนถึงความศรัทธาและการมอบทุกสิ่งไว้กับพระเจ้า และอัลลอฮ์ทรงตอบรับคำภาวนานั้น
ณ ทุ่งบะดัรฺ การปะทะกันระหว่างสองกองทัพจึงเกิดขึ้น กุเรชมั่นใจในชัยชนะ แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้คือ ฟากฟ้าได้ส่งความช่วยเหลือลงมา ฮะดีษกล่าวว่า มะลาอิกะฮ์นับพันถูกส่งมาช่วยเหลือชาวมุสลิม เสียงแห่งศรัทธา “อัลลอฮุอักบัร” ดังก้องไปทั่วสนามรบ
แม้จะมีจำนวนเพียงหนึ่งในสาม แต่ชาวมุสลิมกลับได้รับชัยชนะ กุเรชสูญเสียผู้นำสำคัญหลายคน และนี่คือชัยชนะครั้งแรกที่กลายเป็นจุดหักเหของประวัติศาสตร์อิสลาม มันทำให้ศัตรูเริ่มตระหนักว่า อิสลามไม่อาจถูกกำจัดได้ง่าย ๆ
ชัยชนะที่บะดัรฺมิได้เพียงสร้างความมั่นใจให้ผู้ศรัทธา แต่ยังเป็นการประกาศแก่โลกว่า อิสลามได้ก้าวข้ามจากการเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ที่ถูกกดขี่ สู่การเป็นพลังที่สามารถยืนหยัดต่อหน้าอาณาจักรใด ๆ ในคาบสมุทรอาหรับได้แล้ว
และนี่คือเพียงจุดเริ่มต้น เพราะกุเรชจะไม่หยุดที่บะดัรฺ หากแต่จะกลับมาพร้อมการแก้แค้นครั้งใหญ่ ที่จะนำไปสู่สงครามอุฮุดในเวลาต่อมา…
หลังจากชัยชนะที่บะดัรฺ กุเรชไม่อาจยอมรับความอับอายได้ ผู้นำหลายคนเสียชีวิต ญาติพี่น้องมากมายถูกฆ่าหรือถูกจับ ความแค้นนี้ฝังลึกในหัวใจของชาวกุเรช พวกเขาจึงรวบรวมกองทัพครั้งใหญ่ เพื่อแก้แค้นต่อชาวมุสลิมในมะดีนะฮ์
หนึ่งปีต่อมา พวกเขายกกองทัพใหญ่กว่าหมื่นคน พร้อมอาวุธและม้าศึก เข้าสู่พื้นที่ภูเขาอุฮุดทางเหนือของมะดีนะฮ์ มุสลิมที่มีเพียงหนึ่งพันคน ต้องออกมาตั้งรับตามคำปรึกษาของเหล่าสาวก
การรบเริ่มต้นขึ้น และในตอนแรกชัยชนะเกือบเป็นของมุสลิม กองทัพกุเรชแตกถอย แต่ความผิดพลาดเล็ก ๆ ได้พลิกทุกอย่าง มุฮัมหมัด ﷺ ได้สั่งทหารธนูที่เฝ้าอยู่บนเนินเขาเล็ก ๆ ไม่ให้ละตำแหน่งไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร แต่เมื่อพวกเขาเห็นกุเรชแตกถอย หลายคนกลับละตำแหน่งลงมาเก็บทรัพย์สมบัติในสนามรบ
ช่องว่างนี้เปิดโอกาสให้กองทัพม้าของคอลิด อิบนุลวะลีด—ซึ่งในตอนนั้นยังไม่เป็นมุสลิม—ตีโอบเข้ามาทางด้านหลัง สถานการณ์กลับกลายเป็นความพ่ายแพ้ มุสลิมถูกโจมตีอย่างหนัก หลายสิบชีวิตเสียไป รวมถึงท่าน ฮัมซะฮ์ อิบนุ อับดุลมุฏฏอลิบ ลุงของนบี ﷺ ผู้กล้าหาญ เขาถูกสังหารอย่างโหดร้ายโดยหญิงชื่อ ฮินด์ ที่แก้แค้นให้ญาติของตน
ในสนามรบอันโกลาหล มุฮัมหมัด ﷺ เองก็ถูกโจมตีอย่างหนัก ฟันของท่านหัก และเลือดไหลจากใบหน้า ข่าวลือแพร่กระจายไปทั่วว่า “นบีถูกฆ่าแล้ว” ทำให้หัวใจของผู้ศรัทธาแตกสลาย แต่ในความเป็นจริง ท่านยังคงมีชีวิตอยู่ และคำพูดของท่านที่ก้องในสนามรบคือ:
“โอ้อัลลอฮ์ โปรดอภัยแก่ประชาชนของข้าเถิด เพราะพวกเขาไม่รู้”
แม้จะเจ็บปวดและสูญเสีย แต่นี่คือบทเรียนอันลึกซึ้ง—ชัยชนะไม่ใช่ของจำนวนหรืออาวุธ หากแต่เป็นของวินัย ศรัทธา และการเชื่อฟังต่อพระผู้เป็นเจ้า
หลังอุฮุด กุเรชยังไม่หยุด พวกเขาร่วมมือกับชนเผ่าอาหรับหลายเผ่าและบางกลุ่มชาวยิวที่หันหลังให้สัญญาในมะดีนะฮ์ รวบรวมกองกำลังมหึมากว่าหมื่นคน ยกทัพเข้าสู่มะดีนะฮ์อีกครั้ง นี่คือสงคราม อะห์ซาบ หรือที่รู้จักว่า สงครามคอนดัก (สนามเพลาะ)
กองทัพมหาศาลเคลื่อนใกล้เข้ามา แต่ครั้งนี้มุฮัมหมัด ﷺ ใช้ยุทธวิธีใหม่ตามคำแนะนำของซัลมาน อัลฟาริซี ผู้ศรัทธาชาวเปอร์เซีย—คือการขุดสนามเพลาะรอบเมืองมะดีนะฮ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏในสงครามของอาหรับมาก่อน
เมื่อกองทัพพันธมิตรมาถึง พวกเขาประหลาดใจที่ไม่สามารถบุกข้ามสนามเพลาะได้ ม้าศึกไม่อาจข้าม ความได้เปรียบหายไป การรบจึงกลายเป็นการปิดล้อมที่ยืดเยื้อ ท่ามกลางลมหนาวและความหิวโหย
และแล้ว พระผู้เป็นเจ้าก็ประทานความช่วยเหลือ—พายุใหญ่พัดกระหน่ำ ค่ายของศัตรูปั่นป่วน เต็นท์ถูกพัดพัง อาวุธกระจัดกระจาย และความหวาดกลัวแผ่ซ่านในใจของพวกเขา ในที่สุดพันธมิตรก็ถอนทัพกลับไป โดยไม่สามารถทำอะไรชาวมุสลิมได้
นี่คือชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่โดยที่แทบไม่มีการต่อสู้ ชัยชนะที่ตอกย้ำว่าพระผู้เป็นเจ้ายืนอยู่เคียงข้างผู้ศรัทธาเสมอ
สงครามอุฮุดและคอนดักคือสองด้านของเหรียญเดียวกัน—ด้านหนึ่งคือการสูญเสียที่เจ็บปวดเพราะความผิดพลาดของมนุษย์ แต่อีกด้านคือชัยชนะที่งดงามเพราะความศรัทธาและการเชื่อฟัง สิ่งเหล่านี้ทำให้ชาวมุสลิมเข้มแข็งและเติบโตขึ้นกว่าเดิม
และหลังจากนี้ อิสลามจะก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาใหม่—การเจรจา สนธิสัญญา และการพิชิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์คาบสมุทรอาหรับ
หลังสงครามคอนดัก ชาวกุเรชเริ่มรู้แล้วว่าไม่สามารถทำลายมุสลิมได้เหมือนเมื่อก่อน ความมั่นใจและอำนาจของมุฮัมหมัด ﷺ และสาวกในมะดีนะฮ์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กระแสของอิสลามเริ่มแพร่กระจายไปไกลเกินขอบเขตเมือง
ในปีที่หกหลังฮิจเราะฮ์ มุฮัมหมัด ﷺ มีนิมิตในความฝันว่า ท่านและสาวกจะได้เข้าสู่กะอ์บะฮ์เพื่อประกอบพิธีอุมเราะฮ์ ความฝันนี้ไม่ใช่เพียงภาพในจิต แต่เป็นสัญญาณจากพระผู้เป็นเจ้า ท่านจึงชักชวนเหล่าสาวกกว่า 1,400 คน เดินทางจากมะดีนะฮ์ไปยังมักกะฮ์ โดยมิได้ตั้งใจทำสงคราม แต่ออกเดินทางพร้อมชุดผู้แสวงบุญ ถือเพียงดาบประจำตัวตามธรรมเนียม แต่ไม่พกอาวุธสงครามหนักใด ๆ
เมื่อข่าวไปถึงกุเรช พวกเขาตกใจและรีบส่งกองกำลังออกมาขวาง เพราะไม่ยอมให้มุสลิมเข้าสู่กะอ์บะฮ์ แต่เหตุการณ์กลับนำไปสู่การเจรจา และท้ายที่สุด ทั้งสองฝ่ายก็มาพบกันที่ หุดัยบียะฮ์
ที่นั่น มีการร่างสนธิสัญญาเงื่อนไขหลายข้อ—ข้อที่ดูเหมือนเป็นการเสียเปรียบต่อมุสลิม เช่น หากชาวมักกะฮ์หนีไปเข้ารับอิสลามที่มะดีนะฮ์ ต้องถูกส่งกลับ แต่หากมุสลิมในมะดีนะฮ์หนีกลับไปมักกะฮ์ จะไม่ถูกส่งคืน อีกทั้งปีนี้มุสลิมต้องกลับไปก่อน และจะเข้ามาทำอุมเราะฮ์ได้ในปีถัดไป
สาวกหลายคน โดยเฉพาะ อุมัร อิบนุลค็อฏฏ็อบ รู้สึกไม่พอใจ เพราะเห็นว่านี่คือการยอมอัปยศ แต่ท่านนบี ﷺ กลับกล่าวว่า:
“แท้จริงนี่คือชัยชนะที่ชัดเจน”
และไม่นาน โลกก็ได้เห็นว่า พระดำรัสของท่านคือความจริง เพราะสนธิสัญญานี้ทำให้เกิดการหยุดยิงระหว่างสองฝ่าย มุสลิมจึงมีโอกาสเผยแผ่อิสลามอย่างเสรี ผู้คนจำนวนมากจากเผ่าต่าง ๆ เดินทางไปมะดีนะฮ์เพื่อฟังคำสอน และอิสลามก็ขยายตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
สองปีให้หลัง กุเรชกลับละเมิดสนธิสัญญาโดยการโจมตีพันธมิตรของมุสลิม เมื่อมุฮัมหมัด ﷺ ได้ข่าว ท่านจึงรวบรวมกองทัพใหญ่ที่สุดเท่าที่อิสลามเคยมี—กว่า 10,000 คน—และมุ่งหน้าสู่มักกะฮ์
แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ การพิชิตครั้งนี้มิใช่การนองเลือด กุเรชซึ่งหมดกำลังใจและตกอยู่ในความตระหนก ไม่อาจต้านทานกองทัพใหญ่ที่เคลื่อนเข้ามา เมื่อมุฮัมหมัด ﷺ ก้าวเข้าสู่เมืองมักกะฮ์ ท่านมิได้ประกาศการล้างแค้น หากแต่ประกาศการอภัยโทษ
เสียงของท่านดังก้องท่ามกลางผู้คนที่ครั้งหนึ่งเคยขับไล่และทำร้ายท่าน:
“วันนี้จะไม่มีการแก้แค้นใด ๆ ต่อพวกท่าน พวกท่านเป็นอิสระแล้ว”
ถ้อยคำนี้ทำให้หัวใจของผู้คนละลายลง รูปเคารพรอบกะอ์บะฮ์กว่า 360 องค์ ถูกทำลายจนหมดสิ้น ท่านนบี ﷺ กล่าวคำแห่งเตาฮีด:
“ความจริงได้มาถึงแล้ว และความเท็จย่อมดับสลาย” (อัลอิสรออ์ 17:81)
นี่คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด—การกลับบ้านเกิดในฐานะผู้ชนะ แต่ไม่ใช่ผู้ล้างแค้น หากเป็นผู้ให้อภัยและปลดปล่อย มักกะฮ์ที่เคยเป็นเมืองแห่งรูปเคารพ บัดนี้กลับกลายเป็นศูนย์กลางแห่งเอกเทวนิยมที่แท้จริง
จากเหตุการณ์หุดัยบียะฮ์สู่การพิชิตมักกะฮ์ โลกได้รับบทเรียนอันยิ่งใหญ่ ว่าชัยชนะมิได้อยู่ที่คมดาบหรือจำนวนทหาร หากอยู่ที่ความเมตตา การอดทน และการมอบตนต่อพระผู้เป็นเจ้า
และหลังจากมักกะฮ์เปิดประตูสู่อิสลาม คาบสมุทรอาหรับทั้งปวงก็เริ่มทยอยเข้ารับศรัทธา กระแสแห่งเตาฮีดกำลังจะโอบคลุมทั้งดินแดน ที่ครั้งหนึ่งเคยจมอยู่ในความมืดมิดของรูปเคารพ
หลังการพิชิตมักกะฮ์ เสียงแห่งอิสลามได้ดังก้องไปทั่วคาบสมุทรอาหรับ เผ่าต่าง ๆ ที่เคยเป็นศัตรูหรือวางตัวเป็นกลาง ต่างทยอยเข้ารับอิสลาม จนมะดีนะฮ์และมักกะฮ์กลายเป็นสองศูนย์กลางแห่งศรัทธา ชีวิตของนบี ﷺ ในช่วงนี้เต็มไปด้วยการสอน การจัดระบบสังคม และการส่งสารอิสลามออกไปสู่ดินแดนรอบข้าง ทั้งเปอร์เซีย โรมัน และอียิปต์
ในปีที่สิบหลังการฮิจเราะฮ์ มุฮัมหมัด ﷺ ประกาศว่าจะประกอบพิธีฮัจญ์ และผู้ศรัทธาหลายหมื่นคนจากทั่วคาบสมุทรต่างเดินทางตามท่านไปสู่มักกะฮ์ นี่คือ ฮัจญ์อำลา การประกอบพิธีที่ท่านทำเพียงครั้งเดียวในชีวิต และครั้งนั้นได้กลายเป็นการชุมนุมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อาหรับ
บนทุ่งอะรอฟาต ท่านนบี ﷺ ยืนขึ้นกล่าวคุฏบะฮ์ที่กลายเป็นมรดกอันยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ เนื้อหาของคุฏบะฮ์สั้น แต่เต็มไปด้วยสารแห่งความยุติธรรมและความเสมอภาค ท่านประกาศว่า:
“โอ้มนุษย์ทั้งหลาย แท้จริงเลือดของพวกท่าน ทรัพย์สินของพวกท่าน และเกียรติของพวกท่าน เป็นสิ่งต้องห้ามแก่กันและกัน ดุจความศักดิ์สิทธิ์ของวันนี้ ดุจเดือนนี้ และดุจเมืองนี้”
ท่านเตือนให้ปฏิบัติต่อสตรีด้วยความเมตตา ท่านยกเลิกการเอารัดเอาเปรียบและระบบดอกเบี้ยที่เคยทำลายผู้คน ท่านประกาศว่ามนุษย์ทุกคนมีค่าเท่าเทียมกัน ไม่มีชาวอาหรับเหนือกว่าชาวอาญัม และไม่มีชาวอาญัมเหนือกว่าชาวอาหรับ นอกจากด้วยความยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้า
และท้ายที่สุด ท่านกล่าวว่า:
“ข้าได้ทิ้งสิ่งหนึ่งไว้กับพวกท่าน หากพวกท่านยึดมั่นในมัน พวกท่านจะไม่หลงทาง นั่นคือ คัมภีร์ของอัลลอฮ์ และซุนนะฮ์ของศาสนทูตของพระองค์”
ถ้อยคำเหล่านี้ดังก้องในหัวใจของผู้ศรัทธานับหมื่น ขณะที่พวกเขาร้องตอบพร้อมกันว่า: “ใช่แล้ว เราขอยืนยันว่าท่านได้ถ่ายทอดภารกิจแล้ว”
และในวันนั้นเอง โองการหนึ่งก็ได้ถูกประทานลงมา:
اليوم أكملت لكم دينكم وأتممت عليكم نعمتي ورضيت لكم الإسلام دينا
อัล-เยามุ อักม็อลตู ละกุม ดี นะกุม
วะอะตะมัมตู อะลัยกุม เนี๊ยะมะตี
วะร่อฎีตุ ละกุม อัลอิสลามะ ดี นันฆ
“วันนี้ ข้าได้ทำให้ศาสนาของพวกเจ้าสมบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้ว และได้ทำความโปรดปรานของข้าให้ครบถ้วนแก่พวกเจ้าแล้ว และข้าได้พอใจให้อิสลามเป็นศาสนาของพวกเจ้าแล้ว”
(อัลมาอิดะฮ์ 5:3)
โองการนี้เป็นสัญญาณว่าภารกิจได้เสร็จสิ้นแล้ว
ไม่นานหลังจากฮัจญ์อำลา สุขภาพของท่านนบี ﷺ ก็เริ่มอ่อนแรงลง ท่านยังคงนำละหมาดและสั่งสอน แต่ร่างกายค่อย ๆ ทรุดลง จนในที่สุด ท่านกล่าวกับเหล่าสาวกว่า: “ข้าจะเลือกเพื่อนแท้สูงสุด” ซึ่งเป็นสัญญาณว่าท่านใกล้จะจากโลกนี้แล้ว
ในวันจันทร์เช้า ท่านมุฮัมหมัด ﷺ ได้ออกมามองบรรดาสาวกที่กำลังละหมาดอยู่ในมัสญิด รอยยิ้มของท่านคือสิ่งสุดท้ายที่พวกเขาเห็น ก่อนที่ท่านจะกลับเข้าสู่ห้องของท่านอาอิชะฮ์
ไม่นานหลังจากนั้น ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ผู้เป็นที่รักของทั้งฟากฟ้าและแผ่นดิน ก็ได้กลับคืนสู่พระผู้เป็นเจ้าอย่างสงบ ในวัย 63 ปี
ข่าวการจากไปของท่านคือความโศกเศร้าที่สั่นสะเทือนทั้งมะดีนะฮ์ ผู้คนต่างร้องไห้ราวกับหัวใจแตกสลาย แต่ อบูบักร อัศศิดดีก ยืนขึ้นกล่าวถ้อยคำที่ทำให้ผู้ศรัทธากลับมามีสติ:
“ผู้ใดเคารพภักดีต่อมุฮัมหมัด ก็จงรู้เถิดว่า มุฮัมหมัดได้เสียชีวิตแล้ว และผู้ใดเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ ก็จงรู้เถิดว่า อัลลอฮ์ทรงเป็นผู้ทรงชีวิตนิรันดร์ มิได้ตาย”
นั่นคือการย้ำเตือนว่า อิสลามมิได้ยืนอยู่บนบุคคล หากแต่ยืนอยู่บนพระผู้เป็นเจ้าและคำสอนของพระองค์
จากเด็กกำพร้าในมักกะฮ์ สู่นักพาณิชย์ผู้ซื่อสัตย์ จากศาสนทูตที่ถูกเยาะเย้ย สู่ผู้นำที่เปลี่ยนโลก—นี่คือเรื่องราวของมุฮัมหมัด ﷺ ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงเลือกให้เป็นผู้รับสารสุดท้ายแห่งมวลมนุษย์
เรื่องราวของท่านนบี ﷺ มิใช่เพียงชีวประวัติ แต่คือหลักฐานว่าความจริง ความเมตตา และความอดทนสามารถเปลี่ยนโลกได้ แม้ผู้ฟังจะมิใช่มุสลิม ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ชีวิตของชายคนนี้ได้ทิ้งร่องรอยอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
เมื่อเสียงสะอื้นของชาวมะดีนะฮ์สงบลง และหัวใจของเหล่าสาวกเริ่มยอมรับการจากไปของมุฮัมหมัด ﷺ โลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่—ยุคที่ศาสนทูตได้จากไป แต่สารของพระผู้เป็นเจ้าที่เขานำมานั้นยังคงส่องสว่าง
อบูบักร อัศศิดดีก เพื่อนที่ซื่อสัตย์ที่สุด ได้รับการเลือกให้เป็น เคาะลีฟะฮ์ คนแรก เขาคือผู้ยืนหยัดรักษาสัจธรรมอย่างไม่สั่นคลอน และภายใต้การนำของเขา ธงแห่งอิสลามถูกชูขึ้นในดินแดนที่กว้างไกลกว่าที่ใครจะจินตนาการ
อุมัร อิบนุลค็อฏฏ็อบ ผู้เข้มแข็งและยุติธรรม ได้สืบทอดตำแหน่งต่อมา และเป็นผู้ที่ทำให้อิสลามแผ่ขยายไปสู่เปอร์เซีย ซีเรีย และอียิปต์ โลกที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในเงื้อมมือจักรวรรดิยักษ์ใหญ่ บัดนี้เปิดประตูรับเสียงแห่งเตาฮีด
อุษมาน อิบนุ อัฟฟาน ผู้เปี่ยมด้วยความสุภาพและใจบุญ เป็นผู้ที่ทำให้คัมภีร์อัลกุรอานถูกรวบรวมเป็นเล่มเดียว เพื่อให้แสงสว่างแห่งพระวจนะคงอยู่ตลอดไป ไม่ว่าจะผ่านกี่ยุคสมัย
และอาลี อิบนุ อะบีฏอลิบ ผู้เป็นทั้งลูกพี่ลูกน้องและบุตรเขยของนบี ﷺ ได้เป็นผู้นำที่นำพาความรู้และปัญญาสู่โลกมุสลิม สืบต่อสายธารของความศรัทธาและความยืนหยัด
จากชุมชนเล็ก ๆ ในมักกะฮ์ อิสลามแผ่ขยายไปทั่วคาบสมุทรอาหรับ ภายในเวลาเพียงไม่กี่สิบปีหลังการจากไปของท่านศาสดา ﷺ ธงแห่ง “ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์ มุฮัมมัดรอซูลุลลอฮ์” ได้โบกสะบัดไกลออกไปถึงแอฟริกาเหนือ เอเชียกลาง และคาบสมุทรไอบีเรีย
แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าการขยายอำนาจทางการเมืองหรือเขตแดน คือการที่หัวใจของผู้คนนับล้านได้รับการปลุกให้ตื่นจากความมืดมิด มนุษย์ถูกปลดปล่อยจากการกราบไหว้สิ่งที่มนุษย์สร้าง สู่การกราบไหว้พระผู้สร้างเพียงองค์เดียว
นี่คือมรดกของมุฮัมหมัด ﷺ ชายผู้เกิดมาเป็นกำพร้า ไม่มีทรัพย์ ไม่มีแคว้น ไม่มีอำนาจ แต่ด้วยศรัทธา ความจริงใจ และเมตตา—เขาได้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
ทุกครั้งที่ผู้ศรัทธาก้มศีรษะในละหมาด ทุกครั้งที่เสียงอะซานดังก้องจากยอดหอคอยมัสญิด ทุกครั้งที่มีคนเปิดคัมภีร์อัลกุรอานอ่าน—ชื่อของเขายังคงถูกกล่าวต่อด้วยความรักและเกียรติยศ
เพราะแม้เวลาจะผ่านไปกี่ศตวรรษ แสงสว่างที่มุฮัมหมัด ﷺ นำมา จะไม่มีวันดับสูญ
นี่คือเรื่องราวชีวิตของมุฮัมหมัด ﷺ ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ชายผู้ถือกำเนิดเป็นเด็กกำพร้าในทะเลทราย แต่กลับกลายเป็นบุคคลที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของทั้งโลก
จากการต่อสู้ท่ามกลางความมืดมนของสังคมที่บูชารูปเคารพ จากการถูกเยาะเย้ย ทรมาน และถูกขับไล่ สู่การยืนหยัด เผยแผ่ และสร้างสังคมใหม่ที่ตั้งอยู่บนความยุติธรรม ความเมตตา และความศรัทธา
ชีวิตของท่านคือบทเรียนว่าความยิ่งใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ทรัพย์สิน อำนาจ หรือกองทัพ หากอยู่ที่หัวใจที่มั่นคงต่อความจริง และการมอบตนอย่างแท้จริงต่อพระผู้เป็นเจ้า
และแม้ท่านได้กลับคืนสู่พระองค์แล้ว แสงสว่างที่ท่านนำมาก็ยังคงส่องไสวไม่ดับสูญ ทุกครั้งที่เสียงอะซานดัง ทุกครั้งที่มนุษย์ก้มกราบในละหมาด ทุกครั้งที่มีคนหยิบอัลกุรอานขึ้นอ่าน นั่นคือหลักฐานว่ามรดกของท่านยังคงดำรงอยู่
นี่ไม่ใช่เพียงชีวประวัติ แต่คือคำเชื้อเชิญให้เราทุกคน—ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ใด—ได้คิดใคร่ครวญว่า สิ่งใดคือความจริงที่ควรยึดมั่น และสิ่งใดคือคุณค่าที่ควรส่งต่อ
จบลงตรงนี้… แต่เรื่องราวของอิสลามยังคงดำเนินต่อไป ในหัวใจของผู้ศรัทธานับล้านทั่วโลก
“และนี่คือเรื่องราวชีวิตของท่านนบีมุฮัมหมัด ﷺ ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ผู้เปลี่ยนโลกด้วยศรัทธาและความเมตตา หวังว่าการเดินทางครั้งนี้จะทำให้หัวใจของทุกท่านได้แสงสว่างและแรงบันดาลใจ หากคุณชอบเรื่องเล่าแบบนี้ อย่าลืมกดติดตาม กดไลก์ และแบ่งปัน เพื่อให้เรื่องราวแห่งศรัทธานี้ได้ส่งต่อไปยังผู้คนมากขึ้น ขอบคุณที่นั่งฟัง นอนฟังไปด้วยกัน… แล้วพบกันใหม่ในเรื่องราวหน้า”

https://www.youtube.com/watch?v=PUuBnppmuJw DUNE (2021) – ตอนที่ 1: แผ่นดินแห่งทรายและโชคชะตา — ในอนาคตอันห่างไกลจากปัจจุบัน โลกของเรากลายเป็นเพียงหนึ่งในหมู่ดาวอันไร้ความสำคัญ เมื่อมนุษยชาติก้าวล้ำพ้นขอบเขตของกาแล็กซี สร้างอาณาจักรที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ในนั้นมีจักรพรรดิผู้ครองจักรวาล ขุนนางผู้ครอบครองดาวเคราะห์

https://www.youtube.com/watch?v=Smbd8ZsqhD8&t=1321s คืนหนึ่งที่ฝนโปรยบางเบา ผมเปิดสมุดเก่าปกหนังที่ได้มาจากร้านหนังสือมือสองย่านริมแม่น้ำเจ้าพระยา กลิ่นกระดาษชื้นที่ติดควันชาเก่าย้อนพาผมกลับไปไกลกว่าศตวรรษแรกของยุคใหม่ หน้ากระดาษแผ่นแรกมีตราประทับสีแดงเข้มเป็นรูปนกอินทรีย์สองหัวทับกับอักษรย่อภาษาฝรั่งเศสจางๆ และบรรทัดถัดมา เขียนด้วยหมึกสีน้ำตาลที่ซีดลงตามกาลเวลาเพียงประโยคเดียวว่า “ทองคำที่จักรพรรดิฝากไว้กับเงามืด” ประโยคนั้นเหมือนเสียงกระซิบจากหลุมศพ เรียกให้ผมเริ่มแกะเส้นทางเรื่องราวที่ทั้งโลกยังถกเถียง ว่ามันเป็นเพียงตำนานโบราณหรือคือความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้โคลน แม่น้ำ และสงคราม คนทั้งยุโรปเคยเล่าขานถึงกองทรัพย์ที่ลือว่าใหญ่พอจะเปลี่ยนสมดุลของชาติทั้งทวีป ทองคำแท่ง